“ทรีนีตี้” มองหุ้นไตรมาส4 ขึ้น/ลง 200 จุด กรอบดัชนี 1500–1,700 จุด เปิด 5 ธีมหุ้นน่าลงทุน แนะรอจังหวะ Panic Sell
Categories : Update News, Stock Market
Public : 07/10/2026“ทรีนีตี้” มองหุ้นไตรมาส4 ขึ้น/ลง 200 จุด กรอบดัชนี 1500–1,700 จุด เปิด 5 ธีมหุ้นน่าลงทุน แนะรอจังหวะ Panic Sell
ชู BTG-TFG-AWC-ERW-CRC-COM7 รับปัจจัยบวกเฉพาะกลุ่ม พร้อม STA-TVO-AMATA-STECON ดักกระแสสินค้าเกษตรขาขึ้นและ FDI ย้ำกลยุทธ์ Buy the Dip ไม่ไล่ราคา หลังตลาดหุ้นโลกเผชิญแรงกดดันดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และภูมิรัฐศาสตร์
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ประเมินดัชนีหุ้นไทยไตรมาส 4/2569 เคลื่อนไหวในกรอบ 1,500–1,700 จุด ท่ามกลางตลาดหุ้นโลกที่เข้าสู่ภาวะ “Tug-of-War” ระหว่างปัจจัยมหภาค (Macro) ซึ่งกดดันการลงทุน กับปัจจัยพื้นฐานบริษัทจดทะเบียน (Micro) ที่ยังช่วยพยุงตลาด
กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การไล่ซื้อเมื่อดัชนีปรับขึ้น แต่ควรรอจังหวะตลาดเกิด Panic Sell เพื่อทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี โดยเน้นการหมุนกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) และคัดเลือกหุ้นรายตัว (Stock Selection) ที่มีปัจจัยบวกชัดเจน
ทรีนีตี้คัดเลือก 5 ธีมลงทุนที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนในไตรมาส 4 โดยพิจารณาจากแนวโน้มกำไร ต้นทุน Valuation และปัจจัยกระตุ้นรายอุตสาหกรรม ดังนี้

1. ปศุสัตว์ — BTG, TFG
ราคาสุกรและไก่เนื้อมีแนวโน้มฟื้นตัว ขณะที่ต้นทุนอาหารสัตว์มีโอกาสลดลงจากราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปรับตัวลง และคาดว่าราคากากถั่วเหลืองจะทยอยลดลง ช่วยหนุนส่วนต่างกำไรของผู้ประกอบการ
2. ท่องเที่ยว — AWC, ERW
เข้าสู่ช่วง High Season ในไตรมาส 4 มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวและรายได้ท่องเที่ยว ขณะที่ราคาหุ้นยัง Laggard SET ตั้งแต่ต้นปีประมาณ 20% ทำให้มีประเด็นด้าน Valuation ที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่มองหาหุ้นฟื้นตัว
3. ค้าปลีก — CRC, COM7
ได้แรงหนุนจากการจับจ่ายใช้สอยช่วงปลายปีและมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ ซึ่งมีโอกาสช่วยเพิ่มกำลังซื้อและกระตุ้นยอดขาย โดยนักลงทุนควรติดตามประสิทธิภาพการทำกำไรและการเติบโตของยอดขายควบคู่กัน
4. สินค้าเกษตรแปรรูป — STA, TVO
ความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ Super El Niño อาจกระทบผลผลิตสินค้าเกษตรบางประเภท ทำให้ปริมาณผลผลิตตึงตัวและราคาสินค้าเกษตรปรับสูงขึ้น หุ้นกลุ่ม Soft Commodities จึงมีโอกาสได้รับประโยชน์ในช่วงต้นของวัฏจักรราคาสินค้าขาขึ้น ทั้งนี้ ต้องติดตามทิศทางราคาวัตถุดิบและผลกระทบต่อต้นทุนของแต่ละบริษัทด้วย
5. รับอานิสงส์ FDI — AMATA, STECON
กระแสการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการกระจายฐานการผลิตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการลงทุน Data Center เป็นปัจจัยสนับสนุนธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและก่อสร้างที่เกี่ยวข้อง โดยควรติดตามยอดขายที่ดิน การโอนกรรมสิทธิ์ และความคืบหน้าการรับรู้รายได้จากโครงการลงทุน
ชี้ 3 ปัจจัยกำหนดทิศทาง SET นักลงทุนต้องติดตาม
ทรีนีตี้มองว่าตลาดไตรมาส 4 ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยมหภาค โดยเฉพาะ 3 ประเด็นสำคัญ
- ดอกเบี้ยและเงินเฟ้อสหรัฐฯ: Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนกันยายน และยังมีโอกาสปรับขึ้นอีกภายในสิ้นปี หากเงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% อาจกดดัน Valuation ของสินทรัพย์เสี่ยง
- การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ: วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 อาจนำไปสู่ภาวะ Divided Congress ซึ่งเพิ่มข้อจำกัดในการผลักดันมาตรการการคลัง รวมถึงความเสี่ยง Government Shutdown และเพดานหนี้
- ภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมัน: ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้ออาจทำให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง เพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลก
ในทางกลับกัน ปัจจัยพื้นฐานบริษัทจดทะเบียนยังเป็นแรงประคองตลาด โดยการปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) เริ่มกระจายตัวไปหลายอุตสาหกรรม หลังผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของหลายบริษัทออกมาดีกว่าคาด ส่งผลให้ Forward P/E ของตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นโลกอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี
ประเมิน SET ฐาน 1,630 จุด ชี้จังหวะอ่อนตัวเป็นโอกาสสะสม
ทรีนีตี้ประเมินมูลค่า SET ด้วย PE Model โดยใช้ EPS ปี 2569 ตาม Bloomberg Consensus ที่ประมาณ 110 บาท และกำหนดกรอบ Forward P/E 3 กรณี ดังนี้
- กรณีดี: P/E 15.9 เท่า เป้าหมาย SET 1,750 จุด
- กรณีฐาน: P/E 14.8 เท่า เป้าหมาย SET 1,630 จุด
- กรณีแย่: P/E 13.8 เท่า เป้าหมาย SET 1,510 จุด
เมื่อเทียบกับ SET บริเวณ 1,580 จุด ตลาดยังไม่อยู่ในระดับที่มี Valuation ตึงตัวมากเกินไป โดยหากเกิดแรงขายจากความกังวลด้าน Macro ดัชนีมีโอกาสลงทดสอบ 1,500 จุด แต่ทรีนีตี้มองว่าบริเวณดังกล่าวมีโอกาสเป็นแนวรับสำคัญ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรมองว่าเป็นระดับที่รับประกันว่าดัชนีจะไม่ปรับลงต่ำกว่า
อีกปัจจัยสนับสนุนคือ Equity Risk Premium (ERP) ของไทยอยู่ที่ประมาณ 5.8% สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว 4.0% สะท้อนส่วนชดเชยความเสี่ยงที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่ Real Policy Rate ติดลบราว 1.0–1.9% ซึ่งอาจกระตุ้นความต้องการแสวงหาผลตอบแทนจากสินทรัพย์เสี่ยง อย่างไรก็ตาม หากเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นมาก อาจลดทอนผลบวกดังกล่าว
ด้านข้อจำกัดของตลาด แม้ EPS ที่ปรับเพิ่มขึ้นช่วยให้ Valuation ถูกลง แต่ Earnings Yield Gap และ Dividend Yield Gap ปรับลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีแล้ว สะท้อนว่าความน่าสนใจของหุ้นเมื่อเทียบกับพันธบัตรลดลง จึงจำกัดโอกาสที่ SET จะปรับขึ้นแรงในระยะสั้น
กลยุทธ์ลงทุน: รอซื้อเมื่อย่อตัว เน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวกชัดเจน
ทรีนีตี้แนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ Bottom Fishing หรือ Buy the Dip โดยรอจังหวะตลาดปรับฐานจากความกังวลระยะสั้น แล้วทยอยสะสมหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรและปัจจัยพื้นฐานรองรับ แทนการไล่ซื้อในช่วงที่ราคาปรับขึ้นเร็ว
สำหรับการจัดพอร์ต ควรเลือกธีมหุ้นให้สอดคล้องกับปัจจัยกระตุ้นที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมติดตามผลประกอบการจริง ต้นทุน และระดับราคาที่เข้าลงทุน เนื่องจากแม้หุ้นจะอยู่ในอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์ แต่ผลตอบแทนยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำกำไรและ Valuation ของแต่ละบริษัท
