BBL กำไร 9 เดือน 2.99 หมื่นล้าน ลดลงจากปีก่อน พิษดอกเบี้ยขาลงกดรายได้ สินเชื่อโต 3.2%
Categories : Update News, Stock Market, Finance
Public : 20/10/2026ธนาคารกรุงเทพเผยกำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 29,981 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน หลังรายได้ดอกเบี้ยสุทธิหดตัวตามทิศทางดอกเบี้ยขาลง ขณะที่สินเชื่อรวมยังขยายตัว 3.2% จากสิ้นปีก่อน หนุนโดยลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และกิจการต่างประเทศ ด้านหนี้เสียอยู่ที่ 3.2% พร้อมรักษาเงินสำรองต่อหนี้เสียในระดับสูงถึง 322.1% และฐานเงินกองทุนแข็งแกร่งที่ 21.5% รองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจ
20 ตุลาคม 2569 – ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และบริษัทย่อย รายงานผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิ 29,981 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงกดดันหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับลดลงตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินของลูกค้าและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังรักษาการเติบโตของสินเชื่อได้ โดยเฉพาะสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และกิจการต่างประเทศ ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบบางส่วนจากดอกเบี้ยขาลง ขณะที่ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 2.47%
สำหรับรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยปรับลดลง ส่วนใหญ่จากกำไรสุทธิจากเงินลงทุนที่ลดลง แต่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิยังเติบโต โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจประกันผ่านธนาคาร บริการกองทุนรวม และค่าธรรมเนียมธุรกิจหลักทรัพย์ ตามกิจกรรมการซื้อขายในตลาดทุนที่ปรับตัวดีขึ้น
ด้านการบริหารต้นทุน ธนาคารสามารถลดค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานได้ 4.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ 48.2% ขณะที่ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หรือค่าใช้จ่ายสำรองหนี้เสีย ลดลง 13.9% จากปีก่อน ภายใต้นโยบายการตั้งสำรองอย่างระมัดระวัง
สินเชื่อโต 3.2% ธุรกิจรายใหญ่–ต่างประเทศหนุน
ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 ธนาคารกรุงเทพมีสินเชื่อรวม 2.69 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% จากสิ้นปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และสินเชื่อลูกค้ากิจการต่างประเทศ สะท้อนการขยายสินเชื่อในกลุ่มที่ธนาคารมุ่งเน้น แม้เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวอย่างจำกัด
ขณะที่เงินฝากรวมอยู่ที่ 3.22 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% จากสิ้นปีก่อน โดยมีอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากอยู่ที่ 83.6% สะท้อนระดับสภาพคล่องที่ยังรองรับการดำเนินธุรกิจและการขยายสินเชื่อได้
หนี้เสีย 3.2% สำรองสูง 322.1%
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารมีอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 3.2% ซึ่งยังอยู่ในระดับที่ธนาคารประเมินว่าสามารถบริหารจัดการได้
ขณะที่อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) อยู่ในระดับสูงถึง 322.1% สะท้อนนโยบายการตั้งสำรองอย่างระมัดระวัง เพื่อรองรับความเสี่ยงด้านเครดิตและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ
สำหรับฐานเงินกองทุน ธนาคารและบริษัทย่อยมีอัตราส่วนเงินกองทุนรวมต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CAR) ที่ 21.5% ส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) และเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (CET1) อยู่ที่ 17.1% เท่ากัน สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
ห่วงเศรษฐกิจไทยฟื้นช้า น้ำท่วมซ้ำเติมกำลังซื้อ
ธนาคารกรุงเทพประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/2569 ยังทรงตัวจากไตรมาสก่อน โดยมีภาคส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับประโยชน์จากความต้องการเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนยังอ่อนแอจากภาระค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ขณะที่ภาคท่องเที่ยวแม้ได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้น แต่ภาพรวมยังฟื้นตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้
นอกจากนี้ ระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นยังเป็นข้อจำกัดต่อการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่อุทกภัยในหลายพื้นที่ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ
ธนาคารยังมองว่าภาคธุรกิจไทยต้องเตรียมรับมือกับความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี กฎเกณฑ์สิ่งแวดล้อม และสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
เดินหน้าหนุนสินเชื่อเอสเอ็มอี รับเศรษฐกิจผันผวน
ท่ามกลางความไม่แน่นอนดังกล่าว ธนาคารกรุงเทพยังคงเน้นการสนับสนุนลูกค้าธุรกิจทั้งด้านเงินทุน คำปรึกษา และเครือข่ายธุรกิจในประเทศและต่างประเทศ เพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายโอกาสการลงทุน
พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐผ่านโครงการ SMEs Credit Boost เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ควบคู่กับการดำเนินนโยบายให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending)
สำหรับทิศทางธุรกิจในระยะต่อไป ธนาคารกรุงเทพยังคงให้ความสำคัญกับการเติบโตของสินเชื่อที่มีคุณภาพ การรักษาระดับเงินสำรองและฐานเงินกองทุนให้แข็งแกร่ง เพื่อรองรับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง โดยมีประเด็นที่ต้องติดตามคือผลกระทบของดอกเบี้ยขาลงต่อรายได้ธนาคาร และความสามารถในการรักษาการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี
