ไทยพาณิชย์จับมือแสนสิริ อัดสินเชื่อ 2,000 ล้าน หนุนเอสเอ็มอีซัพพลายเชนอสังหาฯ ปรับตัวรับเศรษฐกิจยุคใหม่
Categories : Update News, Finance, Property
Public : 20/10/2026ไทยพาณิชย์ผนึกแสนสิริ เตรียมวงเงินกว่า 2,000 ล้านบาท สนับสนุนผู้ประกอบการในห่วงโซ่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กว่า 4,000 ราย เข้าถึงแหล่งทุนและปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว ชูสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนวงเงินสูงสุด 50 ล้านบาทต่อราย ไม่ต้องใช้หลักประกัน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.50% ในปีแรก ด้าน “เศรษฐา ทวีสิน” เตือนเอสเอ็มอีรับมือเศรษฐกิจฟื้นช้า ย้ำบริหารกระแสเงินสด รักษาความเชื่อมั่นคู่ค้า พร้อมชี้ธุรกิจใหญ่ต้องช่วยประคองรายเล็กให้เติบโตไปด้วยกัน
ธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมกับ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ เตรียมวงเงินสินเชื่อกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน เสริมสภาพคล่อง และสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อชะลอตัวและต้นทุนธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้น
ความร่วมมือดังกล่าวเปิดตัวภายในงาน “Synergy for SME Sustainable Success: ผนึกพลัง ขับเคลื่อน SME สร้างความสำเร็จอย่างยั่งยืน” ณ สิริ แคมปัส โดยมุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการในเครือข่ายคู่ค้าของแสนสิริ ทั้งด้านเงินทุน การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการปรับตัวสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
“เศรษฐา” เตือนเอสเอ็มอีคุมกระแสเงินสด ธุรกิจใหญ่ต้องช่วยรายเล็ก
นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า ภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศที่ฟื้นตัวช้า ต้นทุนดำเนินธุรกิจสูงขึ้น และการแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่รุนแรง ส่งผลกระทบต่อรายได้และอัตรากำไร โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและเชื่อมโยงกับธุรกิจขนาดใหญ่
ท่ามกลางความไม่แน่นอน ผู้ประกอบการจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับพื้นฐานการดำเนินธุรกิจ 3 เรื่อง ได้แก่ การบริหารกระแสเงินสด การรักษาคำมั่นสัญญากับคู่ค้า และความรับผิดชอบร่วมกันตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ
นายเศรษฐากล่าวว่า กระแสเงินสดเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่รอดในช่วงเศรษฐกิจผันผวน ธุรกิจต้องมีวินัยทางการเงินและวางแผนอย่างรอบคอบ ขณะเดียวกัน การรักษาข้อตกลงระหว่างผู้ว่าจ้าง ผู้รับจ้าง และคู่ค้า เป็นพื้นฐานของความเชื่อมั่นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงวิกฤต
นอกจากนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ต้องตระหนักถึงบทบาทในการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็ก เพราะหากคู่ค้าในห่วงโซ่ธุรกิจประสบปัญหา ย่อมส่งผลกระทบต่อธุรกิจขนาดใหญ่ด้วยเช่นกัน
“หากคนตัวเล็กในระบบสะดุดล้ม คนตัวใหญ่ก็ไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้เช่นกัน”
นายเศรษฐาย้ำว่า ผู้นำองค์กรไม่ควรมุ่งเพียงการเติบโตของธุรกิจตนเอง แต่ต้องช่วยประคองพันธมิตรให้ผ่านพ้นความท้าทาย พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการพัฒนาตนเอง ปรับตัวอย่างยืดหยุ่น และมองหาโอกาสใหม่ท่ามกลางวิกฤต
แสนสิริชูคู่ค้ากว่า 4,000 ราย ขับเคลื่อนอสังหาฯ สีเขียว
นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจจำนวนมาก ตั้งแต่ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง ผู้รับเหมา ผู้ให้บริการ ไปจนถึงแรงงานในภาคก่อสร้าง โดยแสนสิริมีผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานกว่า 4,000 ราย ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ
ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา แสนสิริให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และนำแนวคิดห่วงโซ่อุปทานสีเขียว (Green Supply Chain) มาใช้ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Procurement) การก่อสร้างสีเขียว (Green Construction) และการออกแบบอาคารอย่างยั่งยืน (Green Architecture & Design)
บริษัทกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนขององค์กร 20% ภายในปี 2568 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2593 โดยเห็นว่าการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากคู่ค้าตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ
นายอุทัยกล่าวว่า ความท้าทายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดคาร์บอน แต่ยังรวมถึงต้นทุนวัตถุดิบ การใช้ทรัพยากร และคุณภาพชีวิตแรงงาน หากผู้ประกอบการไม่ปรับตัว ย่อมส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว
ความร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์จึงเป็นอีกช่องทางในการช่วยให้คู่ค้าของแสนสิริเข้าถึงเงินทุนสำหรับพัฒนาธุรกิจ ลงทุนเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และปรับกระบวนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น
ไทยพาณิชย์อัดวงเงินกว่า 2,000 ล้าน เสริมสภาพคล่องคู่ค้า
นายสารัชต์ รัตนาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI พฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม กำลังทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะเอสเอ็มอีในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่เผชิญทั้งต้นทุนผันผวน การขาดแคลนแรงงานทักษะ และการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีก่อสร้างสมัยใหม่
ธนาคารจึงมุ่งขยายบทบาทจากผู้ให้สินเชื่อไปสู่การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการรายใหญ่กับคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุน องค์ความรู้ และเครือข่ายธุรกิจ
ด้าน นางพิกุล ศรีมหันต์ Chief Debt Recovery Management Officer และ Chief Business Banking Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารเตรียมวงเงินสนับสนุนผู้ประกอบการในเครือข่ายคู่ค้าแสนสิริกว่า 2,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อระยะยาวและสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนสำหรับธุรกิจที่มีหลักประกัน พร้อมอัตราดอกเบี้ยพิเศษตามเงื่อนไขของธนาคาร
นอกจากนี้ ยังมีสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนทางธุรกิจ (Sustainable Financing) สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนปรับปรุงกิจการให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ระบบบำบัดน้ำเสีย อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
สินเชื่อดังกล่าวมีวงเงินสูงสุด 50 ล้านบาทต่อราย ไม่ต้องใช้หลักประกัน อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.50% ในปีแรก สำหรับลูกค้าที่ได้รับอนุมัติภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2569 ทั้งนี้ การอนุมัติวงเงินและเงื่อนไขเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของธนาคาร
นางพิกุลกล่าวว่า ความร่วมมือกับแสนสิริเป็นแนวทางการสนับสนุนเอสเอ็มอีผ่านเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ โดยมุ่งให้ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานสามารถเข้าถึงแหล่งทุนและพัฒนาศักยภาพไปพร้อมกัน แทนการสนับสนุนเฉพาะธุรกิจรายใดรายหนึ่ง
ปรับซัพพลายเชนรับ AI–ESG เพิ่มโอกาสแข่งขัน
นอกจากมาตรการด้านสินเชื่อ ความร่วมมือครั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับการเตรียมผู้ประกอบการรับมือการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ผ่านการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การบริหารจัดการธุรกิจตามแนวทาง ESG และการวางแผนทางการเงิน
ภายในงานยังมีการถ่ายทอดมุมมองจาก ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์ เกี่ยวกับการปรับตัวของธุรกิจสู่ความยั่งยืน และ นายศรชัย สุเนต์ตา รองผู้บริหารสูงสุดสายงาน Wealth Business ธนาคารไทยพาณิชย์ ในประเด็นการบริหารเงินและโอกาสการลงทุนสำหรับผู้ประกอบการ
ความร่วมมือระหว่างไทยพาณิชย์และแสนสิริครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มช่องทางสินเชื่อให้คู่ค้าอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นการเชื่อมธุรกิจขนาดใหญ่กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีเงินทุนเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยให้ธุรกิจปรับตัวและรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
