“แสนสิริ–พลัสฯ” ปรับเกมรับ Climate Change ยกระดับโครงการอสังหาฯ รับมือน้ำท่วม

Categories : Update News, Property

Public : 04/11/2026

ถอดบทเรียนน้ำท่วม วางระบบติดตามความเสี่ยงกว่า 400 โครงการทั่วประเทศ พร้อมปรับเกณฑ์ซื้อที่ดินและออกแบบอาคารใหม่ ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่อาจรุนแรงขึ้นในอนาคต

สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนและทรัพย์สิน แต่ยังสะท้อนความเสี่ยงที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญ ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องกลับมาทบทวนตั้งแต่การเลือกทำเล การออกแบบโครงการ ไปจนถึงระบบบริหารจัดการเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI และบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้ให้บริการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ นำบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา มาปรับแนวทางบริหารความเสี่ยง โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันล่วงหน้า การดูแลลูกบ้าน และการฟื้นฟูโครงการหลังเกิดภัยพิบัติ

 

ถอดบทเรียนน้ำท่วม ตั้ง War Room ดูแลโครงการ 24 ชั่วโมง

มหาอุทกภัยปี 2554 เคยเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดที่อยู่อาศัยไทย โดยเฉพาะการตื่นตัวเรื่องความเสี่ยงน้ำท่วมในโครงการแนวราบ และความสนใจที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์น้ำท่วมในช่วงหลังสะท้อนว่า ไม่ว่าจะเป็นบ้านแนวราบหรืออาคารสูง ต่างมีความเสี่ยงหากระบบป้องกันและบริหารจัดการไม่เพียงพอ

แสนสิริและพลัสฯ จึงนำระบบห้องปฏิบัติการเฉพาะกิจ (War Room) มาใช้ติดตามสถานการณ์และประสานความช่วยเหลือ โดยมีทีมงานประจำโครงการตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมระดมบุคลากรและเครือข่ายพันธมิตรสนับสนุนอุปกรณ์จำเป็น ทั้งเครื่องสูบน้ำ กระสอบทราย และอุปกรณ์กั้นน้ำ

ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เช่น ร่มเกล้า ลาดกระบัง และรามคำแหง มีการจัดหารถขนาดใหญ่เพื่อรับส่งลูกบ้าน รวมถึงสนับสนุนอาหารและน้ำดื่ม ขณะที่หลังน้ำลดจะดำเนินการทำความสะอาดพื้นที่ส่วนกลางและตรวจสอบระบบอาคารก่อนกลับมาใช้งานตามปกติ

อีกประเด็นสำคัญคือการสื่อสารกับลูกบ้านอย่างต่อเนื่อง ทั้งสถานการณ์น้ำ มาตรการป้องกัน และแนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อลดความสับสนและช่วยให้ผู้อยู่อาศัยวางแผนรับมือได้ทันเวลา

 

ใช้ข้อมูลกว่า 400 โครงการ ประเมินความเสี่ยงน้ำท่วม

หนึ่งในเครื่องมือที่นำมาใช้คือ Real-Time Dashboard ระบบติดตามและประเมินความเสี่ยงที่รวบรวมข้อมูลโครงการกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้ทีมบริหารสามารถติดตามสถานการณ์และวางแผนป้องกันได้รวดเร็วขึ้น

ระบบดังกล่าวนำข้อมูลหลายด้านมาประกอบการประเมิน ทั้งระดับความสูงของพื้นที่ ระยะห่างจากแม่น้ำและคลอง ประวัติน้ำท่วม รวมถึงจุดเสี่ยงด้านวิศวกรรมภายในโครงการ พร้อมระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน (Emergency Alert) เพื่อประสานทีมสนับสนุนเมื่อเกิดสถานการณ์เร่งด่วน

แนวทางนี้สะท้อนการเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การใช้ข้อมูลประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นสำหรับธุรกิจที่ต้องบริหารโครงการจำนวนมากในหลายพื้นที่

ปรับระบบอาคาร ลดความเสียหายเมื่อเกิดน้ำท่วม

นอกจากการติดตามสถานการณ์ แสนสิริและพลัสฯ ยังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบระบบสาธารณูปโภคภายในอาคาร โดยเฉพาะจุดที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เช่น ห้องเครื่อง ระบบไฟฟ้า ระบบประปา ลิฟต์ และที่จอดรถชั้นใต้ดิน

มาตรการสำคัญครอบคลุมการตรวจสอบท่อระบายน้ำและเครื่องสูบน้ำ การเตรียมแนวกั้นน้ำ การสำรองไฟฟ้าและน้ำใช้ ตลอดจนการกำหนดขั้นตอนปิดระบบที่มีความเสี่ยง เพื่อป้องกันอันตรายต่อผู้อยู่อาศัย

สำหรับอาคารที่มีที่จอดรถใต้ดินหรือระบบจอดรถอัตโนมัติ ต้องมีแผนแจ้งเตือนให้ลูกบ้านเคลื่อนย้ายรถก่อนน้ำเข้าพื้นที่ ขณะที่ระบบลิฟต์และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบต้องผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญก่อนกลับมาใช้งาน

รวมถึงระบบป้องกันอัคคีภัยที่อาจได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการสำรองเพื่อรักษาความปลอดภัยของอาคาร

 

ยกระดับ Climate Risk ตั้งแต่ซื้อที่ดินถึงออกแบบโครงการ

ในระยะยาว แสนสิริเตรียมนำความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) มาเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาโครงการ โดยครอบคลุมตั้งแต่การจัดซื้อที่ดิน การออกแบบทางวิศวกรรม ไปจนถึงการบริหารจัดการหลังส่งมอบ

ด้านการจัดซื้อที่ดิน จะเพิ่มความเข้มงวดในการประเมินความเสี่ยงอุทกภัย โดยเฉพาะพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติ และนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง

ด้านการออกแบบโครงการ สำหรับคอนโดมิเนียมจะให้ความสำคัญกับการย้ายระบบวิศวกรรมสำคัญไปอยู่ในระดับที่ปลอดภัยขึ้น เพื่อลดโอกาสที่ระบบน้ำ ไฟฟ้า และลิฟต์จะหยุดทำงานเมื่อเกิดน้ำท่วม

ส่วนโครงการแนวราบจะเน้นการยกระดับพื้นที่ การออกแบบแนวป้องกันน้ำ ระบบระบายน้ำ และการจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำสำรอง รวมถึงประตูระบายน้ำอัตโนมัติในพื้นที่ที่เหมาะสม

ขณะที่พลัสฯ จะรับผิดชอบการเตรียมความพร้อมด้านบริหารจัดการ ทั้งอุปกรณ์ป้องกันน้ำท่วม แผนช่วยเหลือลูกบ้าน และเส้นทางขนส่งสิ่งของจำเป็นในกรณีที่ถนนโดยรอบไม่สามารถสัญจรได้ตามปกติ

น้ำท่วมกลายเป็นปัจจัยใหม่ในการตัดสินใจซื้อบ้าน

ความเสี่ยงจากน้ำท่วมกำลังกลายเป็นอีกปัจจัยที่ผู้ซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมต้องนำมาพิจารณา นอกเหนือจากราคา ทำเล และสิ่งอำนวยความสะดวก โดยเฉพาะประวัติน้ำท่วมของพื้นที่ ประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ และความพร้อมของนิติบุคคลในการรับมือเหตุฉุกเฉิน

สำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ความท้าทายจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การพัฒนาโครงการให้ขายได้ แต่ยังรวมถึงการควบคุมความเสี่ยงด้านต้นทุน การดูแลทรัพย์สิน และการรักษาความเชื่อมั่นของลูกค้าในระยะยาว

การปรับแนวทางของแสนสิริและพลัสฯ สะท้อนทิศทางที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องให้ความสำคัญกับ ความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ (Climate Resilience) มากขึ้น เพราะในอนาคต ความพร้อมของระบบอาคารและการบริหารจัดการความเสี่ยง อาจมีผลต่อมูลค่าและความน่าสนใจของโครงการไม่แพ้ทำเลที่ตั้ง

#Sansiri #PlusProperty #ClimateChange #อสังหาริมทรัพย์ #น้ำท่วม #บริหารความเสี่ยง