คลังเดินหน้ายุทธศาสตร์ EV 3 ขั้น ดันไทยสู่ศูนย์กลางการผลิตรถประหยัดพลังงาน พร้อมชูโครงการรถเก่าแลกกระบะ B20

Categories : Update News, Finance

Public : 05/11/2026

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่ากระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตได้วางยุทธศาสตร์โครงสร้างภาษีสรรพสามิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) 3 ขั้น เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ดึงดูดการลงทุนตั้งฐานการผลิตและผลักดันการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทยในอนาคต

ขั้นที่ 1: มาตรการส่งเสริมการใช้และเริ่มต้นลงทุน (EV 3.0 และ EV 3.5) ดึงดูดการลงทุนสำเร็จ มีผู้ผลิต EV ตั้งโรงงานในไทยแล้ว 8 แห่ง และเตรียมเพิ่มเป็น 10 แห่ง

ขั้นที่ 2 ปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถ EV นำเข้าทั้งคัน (CBU) จาก 10% เป็น 35% มีผลวันที่ 1 มกราคม 2570 เมื่อรวมภาระภาษีทั้งหมด จะทำให้ต้นทุนภาษีรถนำเข้าพุ่งสูงถึง 49% เพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศ

ขั้นที่ 3 กำหนดเกณฑ์ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local Content) ใหม่ โดยใช้มาตรฐาน Made in Thailand (MIT) เกณฑ์ใหม่จะนับเฉพาะชิ้นส่วนจริงๆเช่นราคาเบาะประตูกระจกยางรถยนต์โดยตัดต้นทุนทางบัญชีและค่าน้ำค่าไฟออก

ทั้งนี้ให้สรรพสามิตเตรียมหารือ ส.อ.ท. กำหนดสัดส่วน Local Content ขั้นต่ำ (คาดว่ามากกว่า 40%) โดยให้เวลาปรับตัว 3 ปี

สำหรับโครงสร้างภาษี EV ในอนาคตจะแบ่งเป็น 3 อัตราได้แก่ อัตรา 10% สำหรับผู้ตั้งโรงงานและใช้ชิ้นส่วนครบเกณฑ์ อัตรากลาง 15–20% สำหรับผู้ตั้งโรงงานแต่ใช้ชิ้นส่วนไม่ถึงเกณฑ์ และอัตราสูงสุด 35% สำหรับผู้ที่นำเข้าทั้งคัน

   

ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตเตรียมเสนอโครงการ "รถเก่าแลกรถกระบะใหม่" วงเงินงบประมาณ 6,000 ล้านบาท ภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อกระตุ้นตลาดรถกระบะลดมลพิษและส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกชีวภาพในประเทศ

เงื่อนไขต้องเป็นรถเก่าอายุเกิน 10 ปี (จดทะเบียนก่อนปี 2555) นำมาเข้ากระบวนการบีบอัดทำลายซากภายในไทยเท่านั้น โดยโรงงานรีไซเคิลไทยมีศักยภาพรองรับทำลายซากรถยนต์ได้ราว 10,000 คันต่อปีเพื่อนำเศษโลหะมาต่อยอด

ส่วนรถกระบะใหม่ที่ซื้อต้องผลิตในประเทศ และรองรับน้ำมันไบโอดีเซล B20 หรือเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ผู้ร่วมโครงการจะได้รับส่วนลดจากเงินอุดหนุนรัฐ 40,000 บาท เงินร่วมจ่ายจากค่ายรถ และมูลค่าประเมินซากรถเก่า พร้อมประสานธนาคารออมสินสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 5% ต่อปี เพื่อช่วยประชาชนเข้าถึงการซื้อรถใหม่

นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า คณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการภายใต้ พ.ร.ก.เงินกู้ด้านพลังงาน พิจารณาโครงการรถเก่าแลกรถกระบะใหม่ คาดได้ข้อสรุปภายใน 2 สัปดาห์นี้

เบื้องต้นกรอบวงเงิน 6,000 ล้านบาท คาดว่ารองรับการเปลี่ยนรถใหม่ได้ 1.5 แสนคัน เฉลี่ยเงินอุดหนุนที่ 4 หมื่นต่อคัน โดยผู้ที่เข้าโครงการนี้เหมือนได้ 3 เด้งคือเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเงินอุดหนุนจากค่ายรถแต่ละแห่งและเงินที่ได้จากการขายซากรถซึ่งรถที่จะเข้าโครงการนี้ต้องถอดออกจากทะเบียนยกเลิกการใช้บนถนนและต้องมีใบยืนยันการทำลายซากรถมาด้วย

สำหรับการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ BEV และ REEV ที่นำเข้าจากต่างประเทศเป้าหมายคือการนำเข้าเพื่อดึงดูดการลงทุนสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตรถประหยัดพลังงานและเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์การจ้างงานและสร้างทักษะอาชีพในอนาคต

   

   

นางสาวรัชฎา วานิชกร รองอธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า เป้าหมายของการปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้ คือ 1 เพื่อดึงดูดการลงทุน แต่อาจมีรถบางรุ่นที่ต้องนำมาเป็นรถรุ่นใหม่ ที่เอามาลองขายตลาดในไทยตอบรับหรือไม่ เพื่อนำไปสู่การลงทุนต่อไป

2 มุ่งเน้นเรื่องกระบะ รถประหยัดพลังงาน รถกระบะ  ไฮบริด  เป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถประหยัดพลังงง่าน และ 3 ชิ้นส่วนที่นำเข้ามาเพื่อมาสร้างเทคโนโลยีในประเทศไปสู่การผลิตรถแห่งอนาคตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โดยมีเป้าหมายการปรับสัดส่วนจากปัจจุบันนำเข้าราว 60 % และผลิตในประเทศ 40 % สะท้อนจากยอดนำเข้าล่าสุด 1.88 แสนคัน เป็นการนำเข้าถึง 1.2 แสนคัน ผลิตในประเทศ 6 หมื่นคัน ให้กลับสู่สัดส่วนก่อนหน้านี้ที่มียอดผลิตในประเทศ 60% และอีก 40 % เป็นยอดนำเข้า