กกพ. เคาะค่าไฟงวดใหม่ 3.95 บาท/หน่วย ใช้ Claw back 9,472 ล้านบาท อุ้ม13.43 สตางค์
Categories : Update News, Energy
Public : 01/04/2026กกพ. ประกาศค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) งวดเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 ที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยใช้กลไก Claw back 9,472 ล้านบาท อุ้มลดต้นทุน 13.43 สตางค์ต่อหน่วย และให้ กฟผ. รับภาระต้นทุนบางส่วน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน
ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกพ. ครั้งที่ 13/2569 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 มีมติเห็นชอบค่า Ft งวดใหม่ที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย
ทั้งนี้ ค่า Ft ดังกล่าวสะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าที่แท้จริงในงวดดังกล่าวอยู่ที่ 29.66 สตางค์ต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม กกพ. ได้พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) ประมาณ 9,472 ล้านบาท หรือ 13.43 สตางค์ต่อหน่วย มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้า ขณะเดียวกัน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังคงรับภาระต้นทุนคงค้างสะสม (AF) จำนวน 35,928 ล้านบาทแทนประชาชน
“การกำหนดค่า Ft ครั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ต้องสะท้อนต้นทุนจริง โปร่งใส และเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้า พร้อมกับใช้กลไกตามกฎหมาย เช่น Claw back และการบริหารต้นทุนคงค้าง เพื่อไม่ให้ค่าไฟกระทบประชาชนมากเกินไปในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว
สำหรับผลการรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ กกพ. ระหว่างวันที่ 25–31 มีนาคม 2569 พบว่ามีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น 340 ราย โดยร้อยละ 49 เห็นด้วยกับแนวทางกำหนดค่าไฟเฉลี่ยที่ 3.95 บาทต่อหน่วย
ดร.พูลพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อเสนอให้ตรึงค่าไฟฟ้าที่ระดับ 3.88 บาทต่อหน่วยนั้น จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก โดยการลดค่าไฟทุก 1 สตางค์ ต้องใช้เงินประมาณ 706 ล้านบาท หากจะลดเพิ่มอีก 7 สตางค์ จะต้องใช้เงินราว 5,000 ล้านบาทในระยะเวลา 4 เดือน
“ปัจจุบันมีผู้ใช้ไฟฟ้าประมาณ 26 ล้านราย การตรึงค่าไฟต้องคำนึงถึงภาระงบประมาณ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และผลกระทบระยะยาว” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว
ทั้งนี้ หากพิจารณาช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 14.3 ล้านราย จะใช้งบประมาณราว 366 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน ประมาณ 17.5 ล้านราย จะใช้งบประมาณประมาณ 591 ล้านบาท ในช่วงเวลา 4 เดือน
อย่างไรก็ตาม กกพ. ยังคงติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ยังมีความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนผลิตไฟฟ้าในงวดถัดไป
นอกจากนี้ สำนักงาน กกพ. เตือนว่าในช่วงฤดูร้อน ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะการใช้เครื่องปรับอากาศและตู้เย็น อาจทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามโครงสร้างอัตราแบบขั้นบันได พร้อมแนะนำให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพตามแนวทาง “5 ป.” ได้แก่ ปลด ปิด ปรับ เปลี่ยน และปลูก เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว.
