SMO เดินหน้าแผน JUMP+ ปักหมุดเติบโตสู่ปี 2571 เร่งขยายกำลังการผลิต ยกระดับองค์กรด้วย Data & AI เสริมแกร่งธรรมาภิบาลเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

Categories : Update News, Stock Market

Public : 09/04/2026

"กลุ่มสมอทอง” ประกาศเดินหน้าขับเคลื่อน แผนเพิ่มมูลค่าบริษัท (JUMP+) ระยะ 3 ปี (2569-2571) วางเป้าหมายกำไรสุทธิปี 2571 ประมาณ 850 ล้านบาท ด้วยแผนสร้างการเติบโตอย่างเป็นระบบทั้งด้านรายได้ ความสามารถในการทำกำไร และความมั่นคงของฐานะการเงิน พร้อมยกระดับองค์กรด้วยเทคโนโลยีบริหารจัดการข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่การเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านธรรมาภิบาล และการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันและการเติบโตระยะยาวอย่างยั่งยืน

นายกิตติพงษ์ พวงมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO ประกอบการธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง และธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพเพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดเผยว่า แผนการเพิ่มมูลค่าบริษัทภายใต้โครงการ JUMP+ โดยกำหนดยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในช่วงปี 2569-2571 ผ่านการบริหารการเติบโตอย่างสมดุลใน 3 มิติหลัก ได้แก่ การเติบโตของรายได้, การเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการทำกำไร และ การบริหารโครงสร้างเงินทุนให้เหมาะสม ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมาย กำไรสุทธิปี 2571 ประมาณ 850 ล้านบาท โดยวางแผนผลักดันรายได้จากธุรกิจหลักผ่านการขยายกำลังการผลิตส่วนโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ การเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์หลักและผลิตภัณฑ์พลอยได้ ตลอดจนการขยายฐานลูกค้าในประเทศคู่ค้าเดิมและการเปิดตลาดใหม่ในกลุ่มพลังงานชีวภาพทั้งในยุโรปและเอเชียตะวันออก ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการต่อยอดการเติบโตของบริษัทในระยะถัดไปi

 

นอกจากนี้บริษัทยังตั้งเป้าแผน 3 ปี โดยมีอัตราการเติบโตของรายได้ที่ระดับ 19% ในปี 2569, 4% ในปี 2570 และ 14% ในปี 2571 ขณะที่เป้าหมาย อัตรากำไรสุทธิ อยู่ที่ 5% ในปี 2569และปรับเพิ่มเป็น 6% ในปี 2570-2571 ส่วนการบริหารโครงสร้างเงินทุน บริษัทตั้งเป้าควบคุม อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมไม่เกิน 1.00 เท่าในปี 2569 และ 1.25 เท่าในปี 2570-2571 เพื่อรักษาความยืดหยุ่นทางการเงินให้สอดคล้องกับแผนขยายธุรกิจในอนาคต

ในด้านการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิต บริษัทมีแผนขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 เตรียมขยายกำลังการผลิตของ โรงงานสาขาสระบุรี เพิ่มอีก 15 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง และ โรงงานสาขาพนม เพิ่มอีก 75ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง ขณะที่ในปี 2571บริษัทมีแผนขยายกำลังการผลิตของ โรงงาน เอ แอล ปาล์ม เพิ่มอีก 15 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง รวมถึงการก่อสร้าง โรงงานสาขาพระพรหม ให้แล้วเสร็จและเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ ด้วยกำลังการผลิต 75 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง ซึ่งจะช่วยรองรับความต้องการของตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากบริษัทยังมุ่งเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจผ่านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยในปี 2569 มีแผนดำเนินงานร่วมกับ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อศึกษาการพัฒนาผลิตภัณฑ์หลักและผลิตภัณฑ์พลอยได้ให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ก่อนต่อยอดสู่การพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานในปี 2570

ส่วนในด้านของการขยายตลาดต่างประเทศ บริษัทมีแผนขยายฐานลูกค้าใหม่ในประเทศส่งออกหลัก ควบคู่กับการเดินหน้าขอการรับรองด้านความยั่งยืนระดับสากล ได้แก่ Green Gold Label และ International Sustainability & Carbon Certification (ISCC) โดยคาดว่าจะได้รับการรับรอง Green Gold Label ในปี 2570 ละ ISCC ในปี 2571 เพื่อรองรับการเปิดตลาดใหม่ในกลุ่มลูกค้าพลังงานชีวภาพในยุโรปและเอเชียตะวันออก ซึ่งเป็นตลาดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนอย่างเข้มข้น

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญของ SMO คือการยกระดับองค์กรสู่ Data and AI Driven Organization เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวางแผนการผลิต การขาย และการบริหารจัดการทรัพยากร ตลอดจนลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยบริษัทมองว่าเทคโนโลยีการจัดการข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศในระยะยาว

ขณะเดียวกัน บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารองค์กรตามหลักธรรมาภิบาลอย่างจริงจัง โดยกำหนดแผนยกระดับให้เกิดความแข็งแกร่งในด้านธรรมาภิบาลใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชัน, การยกระดับระบบแจ้งเบาะแสการกระทำผิด และ การกำกับดูแลความมั่นคงสารสนเทศ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และระบบควบคุมภายในที่เข้มแข็ง รองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคตอย่างมีเสถียรภาพ

ในด้านสิ่งแวดล้อม SMO ได้จัดทำ Carbon Footprint Organization (CFO) ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1, 2 และ 3 ในทุกพื้นที่ปฏิบัติงาน เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการกำหนดมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม และบริษัทยังเตรียมดำเนินโครงการสำคัญ ได้แก่ การติดตั้งโซลาร์เซลล์คาดช่วยลดค่าไฟฟ้า และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 240 tCO2e ต่อปี รวมถึง การจัดซื้อรถตักและรถยนต์ไฟฟ้า 9 คัน คาดช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงได้ 976,000 บาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีก 164 tCO2e ต่อปี

แผน JUMP+ ไม่ได้เป็นเพียงแผนการเติบโตทางธุรกิจ แต่เป็นการวางรากฐานใหม่ให้ SMO เติบโตอย่างมีคุณภาพในทุกมิติ ทั้งด้านรายได้ ความสามารถในการทำกำไร ความมั่นคงทางการเงิน การบริหารจัดการด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี ตลอดจนการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เรามั่นใจว่าแผนงานของเราจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ SMO ในระยะยาว พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน คู่ค้า ลูกค้า และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ผ่านการดำเนินธุรกิจที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเติบโตอย่างยั่งยืน” นายกิตติพงษ์กล่าว