ธ.ก.ส.เตรียม 3 หมื่นล้าน สินเชื่อดอเบี้ยคนครึ่ง ปล่อยกู้เกษตรกรไปซื้อปุ๋ย ปัจจัยการผลิต ได้สูงสุดรายละ 1 แสน คิดดอกเบี้ย 3%
Categories : Update News, Finance
Public : 23/04/2026นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. เปิดเผยความคืบหน้า โครงการสินเชื่อดอเบี้ยคนครึ่ง ว่า หลังจากที่ ครม. อนุมัติเมื่อ 11 เม.ย. โดยนำงบประมาณจากมาตรา 28 ของโครงการชุมชนสร้างไทยเดิมมาปรับใช้ และในการประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. วันที่ 30 เม.ย. จะมีการเสนอโครงการนี้เพื่ออนุมัติเดินหน้าทันที
วัตถุประสงค์หลักคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเกษตรกรสู่การทำเกษตรแม่นยำโดยมีวงเงินที่เตรียมไว้ 3 หมื่นล้านบาท ดอกเบี้ย 3 %ต่อปี และรัฐรับภาระแทนเกษตรกรอีก 3% ต่อปี
กำหนดวงเงินกู้สูงสุดต่อรายไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย หรือคำนวณจากฐานการผลิตเดิมประมาณ 5,000 บาทต่อไร่ หรือได้ประมาณ 20 ไร่ต่อราย ครอบคลุมค่าปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี
ธ.ก.ส.กำหนด 4 เงื่อนไขสำหรับเกษตรกรที่ต้องการเข้าโครงการนี้
1 เกษตรกรต้องผ่านการอบรม (Upskill/Reskill) ตามหลักสูตรที่กระทรวงเกษตรฯ และ ธกส. กำหนด
2 การใช้ปุ๋ยสั่งตัด (NPK) ที่ผสมตามความเหมาะสมของดินในแต่ละพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและแก้ราคาปุ๋ยแพง
3 การใช้เมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรอง จากกรมวิชาการเกษตร หรือ สปก.
4 การสร้างวินัยทางการเงิน โดยเกษตรกรต้องยินยอมให้หักชำระหนี้ผ่านการโอนเงินค่าขายผลผลิต
“ ธกส. จะทำงานร่วมกับสหกรณ์การเกษตรและกรมการค้าภายในเพื่อควบคุมคุณภาพและราคาของปัจจัยการผลิต ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตร จะหาแม่ปุ๋ยเข้ามาผ่านทางสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ โดยจะมีกรมการค้าภายในควบคุมเรื่องค้าสินค้าด้วย ”
สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 6.8% สูงกว่าเป้าหมายที่ 5.23% โดยเน้นการประคับประคองเกษตรกรมากกว่าการบังคับใช้มาตรการเด็ดขาด ทั้งนี้ยืนยันไม่มีนโยบายไม่ขายหนี้เกษตรกร เพื่อรักษาที่ทำกิน:
นอกจานี้ ธ.ก.ส. ยังตั้งสำรองหนี้เสียในระดับสูงถึง 400% เพื่อรองรับความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นและใช้ มาตรการช่วยเหลือแบบ “สุดมือ" คือจะใช้มาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่หลากหลาย เช่น การผ่อนปรนให้ชำระดอกเบี้ยบางส่วน (เช่น จ่าย 30% ส่วนอีก 70% ให้ทบไปก่อน) หรือการขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไปเมื่อเกษตรกรประสบปัญหาจริง แม้จะมีการดำเนินการตามกฎหมายควบคู่ไปด้วย แต่ก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะยึดที่ดินมาขายทอดตลาดเพื่อบรรเทาความเสียหาย
รวมทั้งจะมีการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและระบบดิจิทัล เช่น Digital LG และสลากดิจิทัล เพื่อลดต้นทุนธุรกรรม (Cost to Income) ทำให้ธนาคารยังคงมีกำไรเพียงพอที่จะนำไปใช้สนับสนุนมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในด้านดอกเบี้ยได้
