ครม.ไฟเขียวออก พ.ร.ก. 4 แสนล้าน ใช้แก้วิกฤตปากท้อง-พลังงาน
Categories : Update News, Finance
Public : 05/05/2026นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ( ครม. ) วันที่ 5 พ.ค. ว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบให้ออกร่างพระราชกําหนดให้
อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์ วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. .... เพื่อแก้ปัญหา “วิกฤตปากท้อง” โดยกำหนดวงเงินไว้ที่ 4 แสนล้านบาท เบิกจ่ายได้ไม่เกิน 30 ก.ย. 70 และจะเป็นการกู้เงินในประเทศทั้งหมด ซึ่งผู้ว่าา ธ.ป.ท. รายงานแล้วว่าสภาพคล่งในประเทศมีเพียงพอกว่า 1 ล้านล้านบาท
ซึ่ง พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้ จะมีการกำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินชัดเจน แบ่งเป็นการบรรเทาผลกระทบให้ประชาชน 2 แสนล้านบาท และการกู้เพื่อนำมาใช้ปรับโครงสร้างพลังงานอีก 2 แสนล้านบาท โดยยืนยันว่าการกู้เงินครั้งนี้จะยังไม่ต้องขยายเพดานหนี้สาาธารณะที่ระดับ 70 % ของ GDP

โดยสรุปสาระสําคัญของร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯมีดังน้ี
-
- ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอํานาจกู้เงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท
2. วัตถุประสงค์ในการใช้จ่ายเงินกู้ เพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างตรงจุดในการช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ และปรับโครงสร้างพลังงานซึ่งเป็นประเด็นที่มีผลต่อวิกฤตโดยตรง โดยให้นําไปใช้จ่ายได้ ตามที่กําหนดไว้ในบัญชีท้ายร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ ประกอบด้วย 2 แผนงานหลักดังนี้
แผนงานที่ 1 : มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับ ผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก โดยมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสําคัญคือประชาชนผู้มีรายได้น้อย และปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการ SME รวมทั้งลดต้นทุนให้กับภาคการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้โดยไม่ถูกผลกระทบซํ้าจากต้นทุนที่สูงขึ้นและช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือดําเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
แผนงานที่ 2 : มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงาน ทางเลือก และพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม วงเงิน 200,000 ล้านบาท
2.1 กิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิลการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต
2.2 การใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมลดการใช้พลังงานฟอสซิลทําให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพหรือส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกรวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งสถานี
บรรจุไฟฟ้าและการสร้างเศรษฐกิจใหม่
2.3 การพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมสําหรับรองรับการปรับโครงสร้างพลังงาน
3. ให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลัง (ประธาน กรรมการ) เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ อธิบดี กรมบัญชีกลาง ผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่งตั้งไม่เกิน 3 คน (กรรมการ) และผู้อํานวยการสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ (กรรมการและเลขานุการ) ผู้แทน สศช. และ สศค. (ผู้ช่วยเลขานุการร่วม) และเพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้อง กับวัตถุประสงค์ของร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ กระทรวงการคลังยังได้กําหนดหลักการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้หลักการ 5T
ได้แก่ Target ตรงจุด ใช้เงินตรงเป้าหมาย Transition เร่งรัดการเปลี่ยนผ่านลดความเปราะบางทางพลังงาน
Transformation เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเน้นการลงทุนที่ช่วยให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัว
Together ขับเคลื่อนร่วมกันตรวจสอบได้และประเทศ
Transparent โปร่งใสทุกภาคส่วนเพื่อให้เงินทุกบาทที่ใช้สร้างคุณค่าสูงสุดแก่ประชาชน
ทั้งนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า “การตราร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น และผลจากการปรับโครงสร้าง ทางพลังงานจะช่วยลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และสามารถดึงดูดการลงทุน สู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกด้วย จึงถือเป็นการแกไ้ ขปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกับการบรรเทาทุกข์ของประชาชน”
สําหรับผลกระทบต่อหนี้สาธารณะและความยั่งยืนทางการคลัง แม้จะมีการกู้เงินเพิ่มเติม แต่สถานะทางการคลังของไทยยังอยู่ในกรอบที่บริหารจัดการได้ หลังการกู้เงินตามร่าง พ.ร.ก. นี้แม้สัดส่วน หนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังตํ่ากว่าเพดานตามกฎหมายที่ร้อยละ 70 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหาร หนี้สาธารณะตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้มีแผนการชําระหนี้ที่ชัดเจนและโปร่งใสและที่สําคัญคือการดําเนินการทุกประการยังอยู่ภายใต้กรอบความรับผิดชอบทางการคลัง
