คลังรื้อยุทธศาสตร์ Data Center ใหม่ ชูปลดล็อก Direct PPA ดึงลงทุนสีเขียว-คุ้มครองค่าไฟประชาชน

Categories : Update News, Energy, Economy

Public : 20/06/2026

กระทรวงการคลังเตรียมทบทวนยุทธศาสตร์การส่งเสริมอุตสาหกรรม Data Center ของไทยใหม่ทั้งหมด โดยเน้นสร้างสมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุน การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล และการดูแลผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะประเด็นการใช้ไฟฟ้าและน้ำที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต

 

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนยุทธศาสตร์ Data Center ใหม่ จากเดิมที่มุ่งผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลและ AI ของอาเซียน โดยอาศัยจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้ง ระบบเคเบิลใต้น้ำ และมาตรการส่งเสริมการลงทุนของ BOI

 

ทั้งนี้ รัฐบาลต้องการประเมินทั้งข้อดีและข้อกังวลของอุตสาหกรรมดังกล่าวอย่างรอบด้าน เพื่อกำหนดแนวทางส่งเสริมที่เหมาะสม และสร้างความได้เปรียบให้ไทยในฐานะ “Data Center Sovereignty” หรือประเทศที่มีศักยภาพรองรับและบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

 

นายเอกนิติกล่าวว่า ยุทธศาสตร์ใหม่จะไม่มองเพียงการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ แต่ต้องเชื่อมโยงการเติบโตไปสู่อุตสาหกรรมต้นน้ำ ปลายน้ำ และธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้คนไทย รวมถึงทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถเข้าถึงบริการ Data Center และ Cloud Service ในประเทศได้ในต้นทุนที่ต่ำลง มีความปลอดภัยมากขึ้น และช่วยยกระดับทักษะบุคลากรไทยด้านดิจิทัล

 

สำหรับประเด็นการใช้ทรัพยากร ซึ่งเป็นข้อกังวลสำคัญของ Data Center ทั่วโลก รัฐบาลยอมรับว่าอุตสาหกรรมนี้ใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมาก จึงต้องกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน

 

หนึ่งในแนวทางที่กำลังพิจารณา คือ การปลดล็อกระบบ Direct PPA (Power Purchase Agreement) หรือการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ เพื่อให้ผู้ประกอบการ Data Center สามารถลงทุนพลังงานสะอาดควบคู่กับการลงทุนโครงการได้ ลดภาระต่อระบบไฟฟ้าหลักของประเทศ และไม่กระทบต่อค่าไฟของประชาชน

 

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดรวบรวมการพิจารณาคำขอใช้ไฟฟ้าและน้ำของโครงการต่าง ๆ ไว้ที่ BOI เป็นจุดเดียว เพื่อให้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

สำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2569 นายเอกนิติระบุว่า แม้รัฐบาลไม่ได้กำหนดตัวเลข GDP เป็นเป้าหมายหลัก แต่ยังคงมุ่งผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวมากกว่า 2% พร้อมเดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของประเทศในระยะยาว

 

จุดอ่อนสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ การพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัดหลังเกิดวิกฤตราคาพลังงานโลก รวมถึงปัญหาทักษะแรงงาน และกฎระเบียบด้านการลงทุนที่ยังเป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจและนักลงทุน

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเดินหน้าใช้จุดแข็งด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นจากสถาบันจัดอันดับเครดิตสากล เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในช่วง 4 ปีข้างหน้า

 

ด้านนายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ จึงไม่ควรมองเพียงการดึงอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น Data Center หรือรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เข้ามาลงทุนเท่านั้น

 

โจทย์สำคัญคือ จะทำอย่างไรให้คนไทยและธุรกิจไทยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่ปล่อยให้การเติบโตเกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือเศรษฐกิจส่วนบนเท่านั้น

 

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเตรียมใช้กลไก BOI และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 22 มิถุนายนนี้ เพื่อผลักดันมาตรการต่าง ๆ รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และช่วยให้ไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้อย่างยั่งยืน