PTG ลุยธุรกิจโรงไฟฟ้าขยะ ตั้งเป้ากำลังผลิต 100 MW ดัน Non-Oil โต 30-40% หนุนรายได้ระยะยาว

Categories : Update News, Stock Market

Public : 06/07/2026

PTG ลุยธุรกิจโรงไฟฟ้าขยะ ตั้งเป้ากำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าพลังานสะอาดในอนาคตมุ่งสู่ 100 MW ดัน Non-Oil โต 30-40% หนุนรายได้ระยะยาว

PTG เดินหน้าขยายธุรกิจพลังงานสะอาด ควบคู่การเร่งเติบโตของธุรกิจ Non-Oil โดยตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าขยะ (Waste-to-Energy) แตะ 100 เมกะวัตต์ (MW) ในระยะยาว หลังโรงไฟฟ้าขยะแห่งแรกที่เทศบาลเมืองบ้านพรุ จังหวัดสงขลา เริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2567 และสามารถเดินเครื่องได้อย่างมีเสถียรภาพ

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) (PTG)  และนายรังารรค์ พวงปราง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTG ร่วมให้สัมภาษณ์  ภายหลังพาคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชม โรงไฟฟ้าขยะ  

โดยเปิดเผยว่า โรงไฟฟ้าขยะแห่งแรกสามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ย 5.1-5.3 MW ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีสัญญาจำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบ 4.5 MW พร้อมได้รับอัตรารับซื้อไฟฟ้า (FiT) ราว 5.7-6 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 20 ปี คาดสร้างรายได้กว่า 20 ล้านบาทต่อเดือน

โครงการดังกล่าวพัฒนาร่วมกับ SCG ในด้านการออกแบบ และใช้เทคโนโลยีจากจีนที่สามารถรองรับขยะที่มีความชื้นสูงและมีองค์ประกอบหลากหลาย พร้อมนำขยะที่คัดแยกได้ไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงขยะ (RDF) โดยปัจจุบันใช้ขยะประมาณ 240-260 ตันต่อวัน และสามารถผลิต RDF เกรดพรีเมียมส่งจำหน่ายให้โรงปูนซีเมนต์ในภาคใต้ได้ราว 50 ตันต่อวัน สร้างรายได้เพิ่มเติมนอกเหนือจากการขายไฟฟ้า

สำหรับโครงการแรกใช้งบลงทุนประมาณ 1,350 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าปกติ เนื่องจากเป็นโครงการนำร่องและต้องใช้เวลาพัฒนารวมเกือบ 3 ปี อย่างไรก็ตาม บริษัทเชื่อว่าโรงไฟฟ้าขยะแห่งใหม่จะมีขนาดใหญ่ขึ้นราว 8-9 MW และใช้ต้นทุนการลงทุนต่ำลงจากประสบการณ์ที่ได้รับจากโครงการแรก

ในส่วนของธุรกิจ Non-Oil โดยเฉพาะ “กาแฟพันธุ์ไทย” จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในช่วงครึ่งปีหลัง โดยจะเร่งขยายสาขาผ่านระบบแฟรนไชส์ ขณะที่หลายธุรกิจในกลุ่ม Non-Oil เริ่มผ่านจุดคุ้มทุน (Break-even) แล้ว ส่งผลให้รายได้ที่เพิ่มขึ้นสามารถแปลงเป็นกำไรได้มากขึ้น โดยคาดว่าธุรกิจ Non-Oil จะเติบโตประมาณ 30-40% ในปีนี้

ด้านธุรกิจน้ำมัน แม้ช่วงต้นปีได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันและค่าการตลาด แต่สถานการณ์เริ่มฟื้นตัวตั้งแต่เดือนมิถุนายน และคาดว่าช่วงครึ่งปีหลังซึ่งเป็นฤดูกาลใช้พลังงานสูงในไตรมาส 3-4 จะช่วยสนับสนุนผลประกอบการ นอกจากนี้ บริษัทมองว่านโยบายภาครัฐในการปรับราคาขายปลีกน้ำมันมีความรวดเร็วมากขึ้น ทำให้ผลกระทบต่อค่าการตลาดลดลงเมื่อเทียบกับที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม การขยายธุรกิจโรงไฟฟ้าขยะในระยะต่อไปยังขึ้นอยู่กับความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ การจัดสรรโควต้ารับซื้อไฟฟ้าจากภาครัฐ รวมถึงการสร้างความเข้าใจกับชุมชนในพื้นที่ เนื่องจากการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าขยะจำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากประชาชนและความร่วมมือจากหน่วยงานท้องถิ่น