Krungthai CIO ชี้กำไรบริษัทจดทะเบียน และหุ้น AI หนุนการลงทุนครึ่งปีหลัง แนะกลยุทธ์ “Barbell” คัดหุ้นคุณภาพรับมือตลาดผันผวน

Categories : Update News, Stock Market

Public : 14/07/2026

​Krungthai CIO ประเมินตลาดหุ้นโลกครึ่งปีหลัง ยังได้รับปัจจัยหนุนจากกำไรบริษัทจดทะเบียนและการลงทุนด้าน AI แม้เผชิญความผันผวนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมแนะนำจัดพอร์ตแบบ "Barbell Strategy" ผสานหุ้น Growth และ Defensive เพื่อสร้างสมดุลการลงทุน และจับตาผลประกอบการไตรมาส 2/2026 รวมถึงทิศทางเงินเฟ้อและดอกเบี้ยสหรัฐฯ​

​ ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Chief Investment Office: CIO) วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์วันที่ 13–17 กรกฎาคม 2569 ว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นโลกยังผันผวน หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมารุนแรงขึ้นจากกรณีอิหร่านประกาศปิดเส้นทางเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ปรับตัวสูงขึ้น เพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน ขณะที่ราคาทองคำอ่อนตัวลงในระยะสั้น อย่างไรก็ดี ตลาดยังเห็นแรงซื้อหมุนเวียน (Sector Rotation) กลับเข้าสู่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐาน AI

​สำหรับการลงทุนครึ่งหลังของปีนี้ ประเมินว่า ตลาดหุ้นโลกยังมีปัจจัยหนุนจากแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่เติบโต และการลงทุนด้าน AI ที่ขยายตัวต่อเนื่อง แม้อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง และยังเผชิญความเสี่ยงจากนโยบายการค้า และภูมิรัฐศาสตร์ อาจสร้างความผันผวนเป็นระยะ แนะนำนักลงทุนคัดเลือกหลักทรัพย์ที่มีคุณภาพ และจัดพอร์ตการลงทุนหลักในกลุ่มกองทุน Krungthai World Class Series (KTWC) ควบคู่กับการจัดพอร์ตแบบ Barbell Strategy ที่ผสานหุ้นกลุ่ม Growth และ Defensive เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตและการรับมือความผันผวนของตลาด

​Krungthai CIO ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในครึ่งหลังของปี โดยให้ความสำคัญกับตลาดพัฒนาแล้วที่มีคุณภาพกำไรสูง ได้แก่ หุ้นสหรัฐฯ กลุ่ม Broad US Core หุ้นญี่ปุ่นที่ได้แรงหนุนจากการปรับมูลค่าเชิงโครงสร้าง และหุ้นยุโรปที่มีโอกาสฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจ พร้อมขยายการลงทุนจากหุ้นผู้นำ AI ไปสู่กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้แก่ Semiconductors, Memory/HBM, Power Infrastructure และ Connectivity รวมถึงหุ้นเอเชียเหนือและหุ้นจีน A-Shares ที่ได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ ส่วนหุ้นกลุ่ม Defensive เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของพอร์ต แนะนำลงทุนใน Healthcare, Quality Defensive และ Dividend Growth เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของพอร์ต

​สำหรับตราสารหนี้ แนะนำคงอายุเฉลี่ยของพอร์ต (Duration) ในระดับกลาง และเน้นสร้างผลตอบแทนจากดอกเบี้ยรับ (Carry) ผ่านสินทรัพย์คุณภาพ มากกว่าการเก็งกำไรจากดอกเบี้ยขาลง ด้านสินทรัพย์ทางเลือกยังคงแนะนำทยอยสะสมทองคำ จากแรงหนุนการถือครองของธนาคารกลาง แม้ราคายังผันผวนตาม Real Yield และค่าเงินดอลลาร์ ส่วน REITs ไทย ประเมินว่ามีโอกาสฟื้นตัวและมีส่วนต่างผลตอบแทน ที่่น่าสนใจมากขึ้น หากอัตราดอกเบี้ยในประเทศผ่านจุดสูงสุดแล้ว

​ปัจจัยที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ผลประกอบการไตรมาส 2/2026 ของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร การรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ และการแถลงต่อสภาคองเกรสของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ย และยังต้องติดตามสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด ที่จะส่งผลกระทบทำให้ราคาน้ำมันและทิศทางนโยบายการเงินผันผวน อาจทำให้ตลาดทุนโลกเปลี่ยนแปลงทิศทางได้อย่างฉับพลัน