กกร. เตือนเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ยุค K-Shape ชี้ไทยได้อานิสงส์ AI ดันส่งออกโต 17.6% เร่งรัฐสร้าง Local Content ชิงคลื่นลงทุนใหม่

Categories : Update News, Economy

Public : 06/08/2026

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังปี 2569 กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ "K-Shape Economy" อย่างชัดเจน จากผลกระทบของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการปฏิวัติเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่งผลให้ประเทศและอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่บางประเทศและบางอุตสาหกรรมเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนและการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

 

กกร. ระบุว่า ไทยเริ่มได้รับอานิสงส์จากกระแส AI โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ขยายตัวโดดเด่น แต่ยังต้องเร่งสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ผ่านการพัฒนา Local Content และยกระดับฐานข้อมูลภาครัฐ เพื่อรองรับการลงทุนระลอกใหม่และช่วยเหลืออุตสาหกรรมที่กำลังเผชิญความท้าทายได้ตรงจุด

 

โลกแบ่งเป็น 2 ขั้วเศรษฐกิจ

 

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการแถลงข่าว กกร. กล่าวว่า ครึ่งปีหลัง 2569 เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง ทั้งจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี AI ที่กำลังพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจโลก

 

ผลที่เกิดขึ้นคือ เศรษฐกิจโลกเติบโตในรูปแบบ K-Shape โดยประเทศหรืออุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีดิจิทัลและอุตสาหกรรมขั้นสูงยังขยายตัวได้ดี ขณะที่ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานหรืออุตสาหกรรมดั้งเดิมต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น

 

กกร. มองว่า แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่สะท้อนศักยภาพการเติบโตที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ ขณะเดียวกันแรงกดดันเงินเฟ้อที่กลับมาเพิ่มขึ้น ทำให้ตลาดคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป ส่งผลให้ค่าเงินในเอเชียมีแนวโน้มอ่อนค่า

 

ไทยได้แรงหนุน AI ดันส่งออกโต 17.6%

 

สำหรับเศรษฐกิจไทย กกร. ระบุว่า เริ่มได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลโลก โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 การส่งออกไทยเติบโต 17.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งมีสัดส่วน 26.5% ของการส่งออกทั้งหมด และขยายตัวสูงถึง 45.9% ตามความต้องการชิป อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกี่ยวเนื่องกับ AI ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก

 

นอกจากนี้ การลงทุนจากต่างประเทศยังขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้ภาคการผลิตในอุตสาหกรรมที่อยู่ใน "K ขาขึ้น" เติบโตอย่างโดดเด่น

 

อย่างไรก็ตาม กกร. เห็นว่า ไทยยังไม่สามารถเปลี่ยนการลงทุนและการส่งออกเหล่านี้ให้เป็นมูลค่าเพิ่มในประเทศได้เต็มที่ เนื่องจากยังพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง

 

เร่งสร้าง Local Content รับคลื่นลงทุนใหม่

 

กกร. เสนอให้ภาครัฐเร่งยกระดับ Local Content เพื่อเพิ่มการใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการจากผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทาน

 

แนวทางดังกล่าวจะช่วยรองรับกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้าง Supply Chain ภายในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และสร้างการจ้างงานคุณภาพ รองรับเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศที่กำลังไหลเข้าสู่ไทย

 

พร้อมกันนี้ ภาครัฐควรแยกอุตสาหกรรมที่อยู่ใน "K ขาลง" ออกจากกลุ่มที่ยังเติบโต เพื่อออกมาตรการช่วยเหลือได้ตรงกลุ่ม แทนการใช้มาตรการเดียวกับทุกอุตสาหกรรม

   

ชงใช้ Big Data ออกนโยบายแม่นยำ

 

อีกข้อเสนอสำคัญ คือ การพัฒนาฐานข้อมูลภาครัฐให้ทันสมัย เชื่อมโยงกัน และสามารถนำไปใช้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

กกร. เสนอให้นำข้อมูลจาก แบบ รง.8 ซึ่งเป็นข้อมูลการผลิตของโรงงานทั่วประเทศ มาวิเคราะห์โครงสร้างอุตสาหกรรม ระดับ Local Content การใช้วัตถุดิบภายในประเทศ โครงสร้างแรงงาน และห่วงโซ่อุปทาน

 

ข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้รัฐสามารถออกมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการได้ตรงเป้าหมาย ทั้งการส่งเสริมสินค้า Made in Thailand (MiT) การช่วยเหลืออุตสาหกรรมที่กำลังชะลอตัว และการใช้งบประมาณภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ดัน Open Government เชื่อมข้อมูลทั้งประเทศ

กกร. ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งเดินหน้าการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน หรือ Connect the Dots เพื่อสร้างฐานข้อมูลกลางของประเทศ

แนวคิดดังกล่าวจะช่วยให้การบริหารจัดการภาครัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งการพัฒนาระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การตรวจสอบนอมินี การป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ การแก้ปัญหาทุนสีเทาและเศรษฐกิจนอกระบบ รวมถึงการติดตามเม็ดเงินที่รั่วไหลออกจากระบบเศรษฐกิจ

กกร. มองว่า การเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐจะเป็นรากฐานสำคัญของการปฏิรูปประเทศตามแนวคิด Reinvent Thailand

 

ชู EEC เป็นต้นแบบ One Stop Service

 

กกร. ยังเสนอให้พัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นต้นแบบการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนผ่านระบบ One Stop Service โดยเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐให้สามารถให้บริการนักลงทุนได้แบบเบ็ดเสร็จ

 

หากดำเนินการได้จริง จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ เพิ่มความรวดเร็วในการอนุมัติโครงการ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ

หนุน 5 ยุทธศาสตร์ลงทุน ยกระดับเศรษฐกิจไทย

กกร. ประกาศสนับสนุน 5 ยุทธศาสตร์การลงทุนใหม่ของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (กรอ.) ได้แก่

  • Investment & Industry Transformation Hub
  • AI & Digital Hub
  • Green Economy
  • Financial Hub
  • Medical Hub

โดยมองว่า ทั้ง 5 ด้านจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันไทยสู่ประเทศรายได้สูงในอนาคต

 

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่า เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้าสู่อาเซียนจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 544,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2578 ขณะที่ประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของนักลงทุน สะท้อนจากคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ที่มีมูลค่าสูงถึง 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

กกร. ระบุว่า แม้เศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว แต่การเติบโตในระยะยาวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประเทศไทยสามารถเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนและการส่งออกให้กลายเป็นมูลค่าเพิ่มในประเทศ ผ่านการพัฒนา Local Content การเชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐ และการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดรับกับโลกยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง.