GC เปิดแผนทรานส์ฟอร์มธุรกิจ!! ปรับพอร์ตปิโตรเคมีและ Specialty สู่ 70:30 รับโลกอุตสาหกรรมผันผวน แต่ต้องอยู่รอด !! พร้อมโชว์ฐานะการเงินแกร่งลดหนี้ได้แล้วกว่า 1.1 แสนล้าน -ตุนสภาพคล่องพร้อมรับโอกาสและการลงทุนหนุนเติบโตระยะยาว
Categories : Update News, Stock Market, Energy
Public : 10/08/2026GC เปิดแผนทรานส์ฟอร์มธุรกิจ!! ปรับพอร์ตปิโตรเคมีและ Specialty สู่ 70:30 รับโลกอุตสาหกรรมผันผวน แต่ต้องอยู่รอด !! พร้อมโชว์ฐานะการเงินแกร่งลดหนี้ได้แล้วกว่า 1.1 แสนล้าน -ตุนสภาพคล่องพร้อมรับโอกาสและการลงทุนหนุนเติบโตระยะยาว
“ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ความไม่แน่นอนจะยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง และโจทย์สำคัญขององค์กรจึงไม่ใช่การรอให้วิกฤตสิ้นสุด แต่ต้องสร้างความสามารถในการรับมือและเตรียมความพร้อมเพื่อคว้าโอกาสใหม่ในอนาคต”

นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC กล่าว
ตลอดช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเผชิญทั้งภาวะอุปทานล้นตลาด ผู้เล่นรายใหม่ ต้นทุนทางการเงินสูง รวมถึงปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม และความขัดแย้งทางการค้า ขณะเดียวกันยังมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI อิเล็กทรอนิกส์ EV และเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งล้วนสร้างทั้งความท้าทายและโอกาสให้กับธุรกิจเคมี
GC จึงให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจผ่านแนวคิด Integrated Value Chain ซึ่งเป็นโครงสร้างที่บริษัทลงทุนและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถบริหารวัตถุดิบได้หลากหลาย ทั้งก๊าซ น้ำมัน และวัตถุดิบนำเข้า พร้อมปรับเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบได้ตามสถานการณ์
ความยืดหยุ่นดังกล่าวทำให้ GC มีกำลังผลิต ในระดับ 90% และดีขึ้นจากอดีตที่อยู่ 79% และดีกว่าค่าเฉลี่ยของผู้ประกอบการในเอเชียในช่วงที่เกิดวิกฤต สะท้อนความได้เปรียบเชิงโครงสร้างจากการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่เพียงผลจากปัจจัยชั่วคราว
ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้ามาตรการเพิ่มประสิทธิภาพภายในองค์กร โดยเน้นลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และบริหารสภาพคล่องอย่างเข้มข้น โดยในปีที่ผ่านมา GC ตั้งเป้าลดต้นทุน 5,500 ล้านบาท แต่สามารถทำได้มากกว่า 7,000 ล้านบาท ส่วนปี 2569 ตั้งเป้าลดต้นทุน 4,000 ล้านบาท และในช่วงครึ่งปีแรกสามารถทำได้มากกว่า 50% ของเป้าหมายแล้ว
ซึ่งนี้คือสิ่งที่GCและผมซึ่งเข้ามารับ ตำแหน่ง CEO ได้ทำมาอย่างต่อเนื่องช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา จนมาถึงวันนี้เราสามารถ ปิดหลุมจากที่ขาดทุนกลับมา มีกำไรสุทธิ 12,208ล้านบาทในไตรมาส2 และมีกำไรสุทธิ15,440ล้านบาทในงวดครึ่งแรกปี2569 และเชื่อว่า ในช่วง2ปีนับจากนี้จากกลยุทธิ์ที่ทำจะทำให้ GCมีกำไรสุทธิได้อย่างต่อเนื่อง

ปักหมุดปี 2030 ปรับพอร์ตสู่ 70:30
สำหรับทิศทางในระยะยาว GC วางเป้าหมายภายในปี 2030 ปรับสมดุลพอร์ตธุรกิจจากปัจจุบันที่ยังมีสัดส่วน Commodity ประมาณ 80% และธุรกิจใหม่ประมาณ 20% ไปสู่โครงสร้าง 70:30
โดยธุรกิจ Commodity จะยังคงเป็นฐานสำคัญของบริษัท เพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบและกระแสเงินสด แต่จะให้ความสำคัญกับการลดต้นทุน เพิ่มความยืดหยุ่น และสร้างความมั่นคงของ Supply
ขณะที่สัดส่วน 30% จะมาจากธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทั้ง Specialty Chemicals, Bio & Green, Recycling และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน
โครงสร้างธุรกิจ 70:30 จะเป็น “สมดุลใหม่” ของบริษัท และในอนาคตสัดส่วนธุรกิจใหม่จะมีโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
ต่อยอด Bio-Refinery- Recycle สร้างธุรกิจใหม่
นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า หนึ่งในธุรกิจที่ GC ให้ความสำคัญคือ Bio-Refinery ซึ่งเป็นการนำวัตถุดิบชีวภาพ เช่น น้ำมันใช้แล้ว หรือ UCO เข้ามาผสมในกระบวนการผลิตของโรงกลั่นที่มีอยู่เดิม เพื่อเพิ่มผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติด้านความยั่งยืน โดยใช้ระบบ Mass Balance ในการติดตามและตรวจสอบปริมาณวัตถุดิบชีวภาพตลอดกระบวนการ
จากจุดเริ่มต้นที่ผลิตประมาณ 20,000 ตันต่อปี บริษัทมีแผนขยายกำลังการผลิตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์เดิมโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนขนาดใหญ่ พร้อมตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการผลิตภัณฑ์ Green และลดคาร์บอนฟุตพรินต์
นอกจากนี้ GC ยังเดินหน้าพัฒนาธุรกิจ Sustainable Aviation Fuel หรือ SAF โดยอยู่ระหว่างรอความพร้อมด้านกฎระเบียบและตลาด ขณะเดียวกันให้ความสำคัญกับการสร้าง Supply Chain ของ UCO ในประเทศ เพื่อเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ ลดต้นทุน และลดการพึ่งพาการนำเข้า
ดัน Specialty- Recycling- Bio Green สู่เครื่องยนต์เติบโตใหม่
GC ยังเดินหน้าขยายธุรกิจ Specialty Chemicals ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีมาร์จิ้นสูง แม้มีปริมาณขายไม่มาก โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพ Supply Chain การบริหารต้นทุน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว
ส่วนธุรกิจ Recycling ซึ่งดำเนินการมาแล้วประมาณ 3 ปี เริ่มเห็นพัฒนาการที่ชัดเจน โดยสามารถเดินโรงงานได้เต็มประสิทธิภาพ และมีความร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาด
ขณะที่ธุรกิจ Bio & Green มีทั้งการลงทุนผ่านบริษัทในกลุ่มและ Joint Venture เช่น โครงการผลิตพลาสติกชีวภาพจากอ้อยที่นครสวรรค์ รวมถึงโครงการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพร่วมกับพันธมิตรญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายจากระดับทดลองไปสู่โรงงานต้นแบบ และตั้งเป้าหมายพัฒนาเชิงพาณิชย์ในระยะต่อไป
GC มองยาว 10-15 ปี เตรียมรับการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม
นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าว ย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเกิดขึ้นแล้ว และอุตสาหกรรมกำลังมุ่งไปสู่ “จุดสมดุลใหม่” ดังนั้นบริษัทจะไม่มุ่งเพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่จะเดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง EV, Healthcare, Electronics และ Digital ซึ่งล้วนมีความต้องการใช้วัสดุและเคมีภัณฑ์เป็นส่วนประกอบ
นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ GC ยังเตรียมนำ AI และ Digitalization มาใช้มากขึ้น ทั้งในโรงงาน กระบวนการวางแผน และการบริหารจัดการ รวมถึงการทำงานร่วมกับพันธมิตรในต่างประเทศ
ทั้งนี้ GC มองภาพการเปลี่ยนแปลงในระยะ 10-15 ปี มากกว่าการตั้งเป้าหมายเพียง 3-5 ปี โดยเชื่อว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพเติบโตสูง และจากแนวโน้มการกระจาย Supply Chain ของโลก บริษัทมองว่าไทยมีโอกาสเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค
ดังนั้น เป้าหมายของ GC จากนี้จึงไม่ใช่เพียงการ “อยู่รอด” ในช่วงที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเผชิญแรงกดดัน แต่คือการสร้างองค์กรที่มี ฐานทุนแข็งแรง พอร์ตธุรกิจสมดุล สภาพคล่องสูง และมีความพร้อมสำหรับการลงทุนเมื่อโอกาสมาถึง เพื่อเปลี่ยนผ่านจากผู้เล่นในธุรกิจ Commodity ไปสู่บริษัทเคมีภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นและตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

โครงสร้างการเงินแข็งแร่ง - ลดหนี้ 1.16 แสนล้านบาท ออกหุ้นกู้เสริมฐานทุนพร้อมลงทุน
ด้าน นายทิติพงษ์ จุลพรศิริดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการเงินและบัญชี GCกล่าวว่า GC ให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเงินทุน เพื่อสร้างความมั่นใจไม่ใช่แค่เพียงให้สามารถผ่านช่วงวัฏจักรขาลง แต่ยังมีความพร้อมหากเกิดโอกาสในการขยายธุรกิจในอนาคต
ทั้งนี้ในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา GC สามารถลดหนี้ลงได้ประมาณ 116,000 ล้านบาท ส่งผลให้ปัจจุบันมีหนี้อยู่ราว 150,000 ล้านบาท ขณะที่มีเงินสดในมือมากกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอรองรับภาระหนี้ที่จะครบกำหนดในระยะใกล้
สำหรับปีหน้า บริษัทมีภาระชำระหนี้รวมมากกว่า 20,000 ล้านบาท แต่ด้วยระดับเงินสดในปัจจุบันทำให้สามารถรองรับภาระดังกล่าวได้ ขณะที่ภาระหนี้ในปี 2571 ลดลงเหลือเพียงระดับไม่กี่พันล้านบาท
นอกจากนี้ GC ยังเตรียมบริหารโครงสร้างหนี้ในระยะยาวให้เหมาะสมมากขึ้น โดยมีแผนออกหุ้นกู้อายุ 7 ปี และ 10 ปี เพื่อบริหารอายุหนี้และสร้างความพร้อมด้านเงินทุนรองรับแผนการขยายธุรกิจในอนาคต
ปรับพอร์ต-ขายสินทรัพย์ เพิ่มสภาพคล่อง
GC ยังเดินหน้าปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับวัฏจักรธุรกิจ โดยการลงทุนที่มีการปรับเปลี่ยนไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการลดขนาดธุรกิจ แต่เป็นการลดภาระที่ไม่จำเป็นและเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับภาพรวมของบริษัท
อีกหนึ่งแนวทางคือการเพิ่มสภาพคล่อง โดยร่วมมือกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ในการขยายระยะเวลาชำระเงินค่าวัตถุดิบ เพื่อสร้าง Buffer รองรับช่วงที่ตลาดอยู่ในภาวะอ่อนตัว ขณะที่สภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 80,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ GC ยังทยอยขายสินทรัพย์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจหลัก แม้สินทรัพย์ดังกล่าวยังมีคุณภาพและบริษัทยังคงสามารถใช้บริการได้ เช่น การขายธุรกิจท่าเรือและถังจัดเก็บ โดยนำเงินที่ได้รับไปลดหนี้และสนับสนุนธุรกิจหลัก ขณะเดียวกันยังสามารถรับรู้กำไรจากการขายสินทรัพย์ และช่วยยกระดับอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ของบริษัท
