ฟิลิปประกันชีวิตรุก Omnichannel ขยาย 3 สาขาในห้าง ดันยอดออนไลน์โต 10 เท่า ตั้งเป้าเบี้ยปีนี้ 500–800 ล้าน
Categories : Update News, Insurance
Public : 14/08/2026ฟิลิปประกันชีวิตเดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจจาก Online สู่ Omnichannel เต็มรูปแบบ หลังปรับองค์กรสู่ InsurTech ต่อเนื่องเกือบ 2 ปี พร้อมเพิ่ม Physical Branch ในห้างสรรพสินค้าเป็นจุดเชื่อมลูกค้าทุก Gen ล่าสุดเปิดสาขาที่ 3 “เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน” ตั้งเป้ายอดเบี้ยช่องทางออนไลน์ปี 2569 แตะ 500–800 ล้านบาท
นายธฤทธิ์ พรหมนาถ ประธานเจ้าหน้าที่ บริหาร บริษัท ฟิลิปประกันชีวิต เปิดเผยว่า บริษัทใช้เวลาปรับเปลี่ยนธุรกิจเข้าสู่ InsurTech มาเกือบ 2 ปี โดยในช่วงแรกมุ่งเน้นช่องทางออนไลน์เป็นหลัก ก่อนประเมินว่าลูกค้าบางกลุ่มยังต้องการพูดคุยกับพนักงานหรือที่ปรึกษาก่อนตัดสินใจซื้อประกัน จึงนำมาสู่การพัฒนาโมเดล Omnichannel เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกช่องทางที่เหมาะกับตัวเองได้
“แม้ลูกค้าจะเริ่มต้นจากออนไลน์ แต่บางคนยังต้องการเข้ามาพูดคุยกับคนจริงๆ ก่อนตัดสินใจ” จึงทำให้บริษัทมองว่าการมีสาขาจริงจะเข้ามาเติมเต็มประสบการณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับแบรนด์
เปิด 3 สาขาในห้างภายในไม่ถึง 1 ปี
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ Omnichannel คือการทดลองเปิด Physical Branch ในห้างสรรพสินค้า โดยสาขาแรกที่ The Mall Lifestore บางกะปิ เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ปัจจุบันสามารถสร้างยอดขายได้มากกว่า 50 ล้านบาท
รูปแบบการให้บริการของสาขาไม่ได้เน้นการขายแบบกดดันลูกค้า แต่ใช้ทีม Direct Sales ทำหน้าที่ให้ข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ลูกค้านำข้อมูลกลับไปพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อผ่านเว็บไซต์เมื่อมีความพร้อม
จากความสำเร็จของสาขาแรก บริษัทเดินหน้าขยายสาขาที่ 2 ที่ The Mall Store ฝั่งธนบุรี เปิดเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 โดยเลือกทำเลที่อยู่ใกล้บริเวณธนาคาร เพื่อให้ลูกค้าสามารถมองเห็นและเข้าถึงสาขาได้ง่าย
ล่าสุดวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ฟิลิปประกันชีวิตเปิดสาขาที่ 3 ที่ The Mall Lifestore งามวงศ์วาน ชั้น 5 สะท้อนแผนการขยาย Physical Touch Point อย่างต่อเนื่อง โดยใช้เวลาไม่ถึง 1 ปีในการขยายสาขาครบ 3 แห่ง

บริษัทมีแผนพิจารณาขยายสาขาเพิ่มเติมไปยังหัวเมืองต่างจังหวัดที่มีศักยภาพ รวมถึงพื้นที่ชานเมืองที่มีทราฟฟิกสูง เช่น บางนา เพื่อเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าในวงกว้าง
ยอดออนไลน์โต 10 เท่า ตั้งเป้าปีนี้ 500–800 ล้าน
การปรับเข้าสู่ช่องทางดิจิทัลเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน โดยปี 2567 ฟิลิปประกันชีวิตทำเบี้ยประกันผ่านช่องทางออนไลน์ได้ประมาณ 25 ล้านบาท ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 290 ล้านบาทในปี 2568 หรือเติบโตประมาณ 10 เท่า
ขณะที่ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัททำเบี้ยผ่านช่องทางออนไลน์ได้แล้วประมาณ 140 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายทั้งปีไว้ที่ 500–800 ล้านบาท
การเติบโตดังกล่าวสะท้อนว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปิดรับการซื้อประกันผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทมองว่าการมีสาขาจริงจะช่วยสร้างความมั่นใจและทำให้ลูกค้าที่ต้องการคำปรึกษาสามารถเข้าถึงบริษัทได้ง่ายขึ้น
ชู Max Extra 10/1 ยอดขายทะลุ 300 ล้าน
ด้านผลิตภัณฑ์ บริษัทเน้นออกแบบให้เข้าใจง่ายและสื่อสารตรงไปตรงมา ภายใต้แนวคิด “เบี้ยเท่าทุนประกัน” หรือ 100% Concept โดยมีผลิตภัณฑ์เรือธงอย่าง Max Extra 10/1 ซึ่งเป็นประกันออมทรัพย์แบบชำระเบี้ยครั้งเดียว ให้ความคุ้มครอง 10 ปี และรับเงินคืนสูงสุด 2.5% โดยปัจจุบันมียอดขายทะลุ 300 ล้านบาท แล้ว ขณะที่เบี้ยเฉลี่ยต่อรายอยู่ที่ประมาณ 600,000 บาท
นอกจากนี้ยังมี Max 3/1 Extra ผลิตภัณฑ์ออมเงินระยะสั้น 3 ปี ให้ผลตอบแทน 2% และ Max 10 Extra ที่เน้นการวางแผนภาษี พร้อมจ่ายคูปอง 10% ทุกปี และเมื่อครบ 10 ปีได้รับเงินต้นคืนครบ
ลูกค้ายังสามารถเลือกผ่อนชำระแบบ 0% ได้นานสูงสุด 10 เดือน และสำหรับการซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ หากไม่พอใจสามารถยกเลิกได้ภายใน 15 วันโดยไม่ถูกหักเงิน
ปั้น “Milli X” สร้างนักขายดิจิทัลเงินล้าน
อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่บริษัทให้ความสำคัญคือโครงการ Philip Life Milli X หรือโมเดล “นักขายดิจิทัลเงินล้าน” ซึ่งเป็นการสร้างตัวแทนรุ่นใหม่เข้าสู่อาชีพประกันชีวิต โดยบริษัททำหน้าที่เป็น Sponsor และสนับสนุนทั้งความรู้ เครื่องมือในการทำงาน เช่น iPad หรือโทรศัพท์ รวมถึงสถานที่สำหรับขาย
ในช่วงอบรม บริษัทมีค่าครองชีพให้เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถโฟกัสกับการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ โดยไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตตัวแทนมาก่อน เนื่องจากบริษัทจะเป็นผู้ฝึกอบรมและส่งเข้าสอบใบอนุญาต
ผู้บริหารระบุว่า โมเดลดังกล่าวไม่ได้มุ่งเน้นการดึงตัวแทนจากบริษัทประกันอื่น แต่ต้องการสร้างคนรุ่นใหม่และสร้างอาชีพใหม่ให้กับผู้ที่สนใจเข้าสู่ธุรกิจประกัน
ห้างคือจุดสร้างความเชื่อมั่น เชื่อมโลกออนไลน์กับออฟไลน์
สำหรับการเลือกเปิดสาขาในห้างสรรพสินค้าแทนการลงทุนในอาคารสำนักงาน บริษัทมองว่า “ความใกล้ชิดลูกค้า” เป็นหัวใจสำคัญ เพราะลูกค้าสามารถเข้ามาใช้บริการได้ตลอด 7 วัน และสามารถพบกับพนักงานเพื่อขอคำแนะนำได้สะดวก
ขณะเดียวกัน Physical Branch ยังมีบทบาทในการสร้างตัวตนและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ โดยเฉพาะในช่วงที่บริษัทเดินหน้าสู่ InsurTech เพราะต้องการให้ลูกค้ามั่นใจว่าฟิลิปประกันชีวิตไม่ได้มีเพียงแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่มีสถานที่จริงที่สามารถเข้ามาพบและรับบริการได้
แม้เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่บริษัทเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะแบบประกันที่มีเบี้ยเริ่มต้นเพียง 5,000 บาท จะช่วยขยายฐานลูกค้าใหม่ได้ โดยที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากลูกค้าใหม่แล้วกว่า 2,000 ราย
จากนี้ทิศทางของฟิลิปประกันชีวิตจึงชัดเจนมากขึ้นในการเดินหน้าสู่ Omnichannel เชื่อม Online, Physical Branch และทีมขายเข้าด้วยกัน พร้อมขยายจุดให้บริการไปยังพื้นที่ศักยภาพ และสร้างผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจง่าย เพื่อผลักดันธุรกิจให้เติบโตควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคดิจิทัล
