ครั้งแรก! เวที Thailand Focus ชวนผู้นำตลาดหุ้นอาเซี่ยนร่วมถก แลกเปลี่ยน ร่วมกัน เร่งเชื่อมโยง ดึงเงินลงทุนโลก สร้างโอกาสเติบโตร่วมกัน ผนึกกำลัง เชื่อมผลิตภัณฑ์–Cross-border Listing เปิดทางทุนไหลเข้า
Categories : Update News, Stock Market
Public : 26/08/2026ครั้งแรก! เวที Thailand Focus ชวนผู้นำตลาดหุ้นอาเซี่ยนร่วมถก แลกเปลี่ยน ร่วมกัน เร่งเชื่อมโยง ดึงเงินลงทุนโลก สร้างโอกาสเติบโตร่วมกัน ผนึกกำลัง เชื่อมผลิตภัณฑ์–Cross-border Listing เปิดทางทุนไหลเข้า

เวที Thailand Focus 2026: Reignite Thailand ในหัวข้อ “ASEAN Growth Opportunities” สะท้อนทิศทางตลาดทุนอาเซียนที่กำลังเดินหน้าสู่การ เชื่อมโยงตลาดทุนข้ามพรมแดน (Cross-border Collaboration) เพื่อเพิ่มทางเลือกการลงทุน ดึงดูดเงินทุนต่างชาติ และสร้างการเติบโตร่วมกัน โดยผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์จากมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม เห็นตรงกันว่า อาเซียนไม่ควรถูกมองเป็นตลาดที่แข่งขันกันเอง แต่ควรเป็น “โอกาสที่เสริมกัน” เพื่อยกระดับขีดความสามารถของภูมิภาค
Dato’ Fad’l Mohamed ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Bursa Malaysia กล่าวว่า อาเซียนมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของโลกภายในปี 2040 ขณะที่ตลาดทุนโลกยังมีน้ำหนักลงทุนในสินทรัพย์อาเซียนต่ำ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการดึงเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ภูมิภาค โดยมาเลเซียเดินหน้าสร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ทั้ง ETFs และ Digital Asset ETFs รวมถึงการสร้างความเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศ
ด้านตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) มีการลงนาม MOU เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการจดทะเบียนแบบ Dual Listings ขณะที่มาเลเซียยังมุ่งดึงบริษัทในอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยี สุขภาพ และ Advanced Manufacturing เข้าจดทะเบียน เพื่อเพิ่มคุณภาพของตลาดทุน
ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียเร่งปฏิรูปโครงสร้างตลาดทุน เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ทั้งการปรับเกณฑ์ Free Float การเปิดเผย Ultimate Beneficial Ownership หรือ UBO การยกระดับการเปิดเผยข้อมูลผู้ถือหุ้น รวมถึงการเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายและธรรมาภิบาล โดยปัจจุบันมีบัญชีนักลงทุนมากกว่า 30 ล้านบัญชี
สำหรับฟิลิปปินส์ให้ความสำคัญกับการเพิ่มสภาพคล่องในตลาด ผ่านการปรับ Sponsor Model การพัฒนาตลาด REIT ให้ครอบคลุมธุรกิจใหม่ เช่น Data Center และพลังงานหมุนเวียน รวมถึงเตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง Global Derivative Depositary Receipts หรือ GDDR และพัฒนาตลาด ETF พร้อมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ โดยเตรียมเปลี่ยนระบบซื้อขายเป็น Nasdaq Eclipse ในเดือนพฤศจิกายนนี้
ด้านสิงคโปร์เดินหน้าสู่การเป็น Multi-asset Exchange พร้อมสร้าง Pipeline บริษัทคุณภาพสำหรับการเข้าจดทะเบียน ปัจจุบันมีบริษัทมากกว่า 50 แห่งที่อยู่ระหว่างการเตรียม IPO และร่วมมือกับ Nasdaq จัดทำ Global Listing Board เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทในเอเชียสามารถจดทะเบียนและซื้อขายควบคู่กันใน SGX และ Nasdaq
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ วางวิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” มุ่งทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมโยงโอกาสการลงทุนและการระดมทุน พร้อมสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนผ่านโครงการ JUMP+ และร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. ทบทวนหลักเกณฑ์เพื่อรองรับธุรกิจ New Economy
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างศึกษาเทคโนโลยีที่จะเข้ามาปฏิรูปตลาดทุน ทั้ง Digitalisation และ Tokenisation พร้อมให้ความสำคัญกับความร่วมมือข้ามพรมแดน โดยที่ผ่านมาได้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือ DR กับตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ และปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมี DR ซื้อขายมากกว่า 500 หลักทรัพย์
ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์เวียดนามเตรียมรับการยกระดับสถานะจาก Frontier Market เป็น Secondary Emerging Market ตามการจัดประเภทของ FTSE Russell ซึ่งจะมีผลในเดือนกันยายน 2569 โดยเน้นยกระดับ Market Accessibility การพัฒนาระบบชำระราคาแบบ Central Counterparty หรือ CCP รวมถึงพัฒนา ETF อนุพันธ์ และผลิตภัณฑ์เชื่อมโยงระดับภูมิภาค
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ 6 ประเทศในอาเซียนยังได้ร่วมกันผลักดัน e-ASEAN Linkage / e-ASEAN IC เพื่อพัฒนาระบบเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์และการจดทะเบียนข้ามพรมแดน ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้าง Ecosystem ตลาดทุนอาเซียนให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น
