ธปท.เตรียมออกเกณฑ์กำกับธุรกิจ Buy Now Pay Later – นันแบงก์ หวังคุมความเสี่ยงช่วยประชาชน

Categories : Update News, Finance

Public : 03/09/2026

นายวิทัย รัจนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ( ธปท. ) กล่าวว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อออกเกณฑ์ควบคุมบริการ Buy Now Pay Later (BNPL) หรือ "ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง"  จะได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือนกันยายน 2569 เพื่อนำไปสู่การออกเกณฑ์ใบอนุญาตใหม่ (License) สำหรับสินเชื่อรูปแบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) ได้ในไตรมาส 4 ปี 2569 ซึ่งปัจจุบันผู้เล่นหลักในตลาด BNPL มีอยู่ประมาณ 6 แห่ง ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่ปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์

สาเหตุที่ต้องรีบเข้ามากำกับ BNPL เพราะธุรกิจ BNPL เติบโตขึ้นถึง 10 เท่า จากที่เคยมีฐานผู้ใช้งาน 600,000 คน กลับเพิ่มขึ้นเป็น 6 ล้านคนอย่างรวดเร็วภายใน 4 ปี และยังพบว่า กลุ่มที่เป็นหนี้ก้อนแรก กลับเป็นเยาวชน โดยพบว่า 45% ของเด็กรุ่นใหม่  รู้จักการกู้เงินครั้งแรกผ่านระบบนี้  โดยจำนวนบัญชีสินเชื่อเติบโตเฉลี่ย บวกกว่า 78.9% ต่อปี มูลค่าสินเชื่อ BNPL เติบโตเฉลี่ย บวก 56% ต่อปี หากไม่ดูแลให้ดี จะเกิดปัญหาหนี้เสียกลายเป็นปัญหาสังคมตามมาอีกมาก

สำหรับใบอนุญาต หรือไลเซนส์ จะเป็นการออกมาเฉพาะสำหรับธุรกิจ BNPL  มีการออกเกณฑ์เพื่อกำกับธุรกิจ อาทิ กำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ใช้บริการ อยู่ในช่วง 18-20 ปี  , อัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในช่วง 15-20% ต้องการให้สูงเพราะต้องการจำกัดการใช้  และมีการกำหนดเพดานวงเงินไม่เกิน 20,000 บาทต่อคน  ระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน  6 เดือน  ห้ามโฆษณากระตุ้นหรือมอมเมาที่ส่งเสริมพฤติกรรมสร้างหนี้เกินตัว

 

พร้อมกันนี้ ธปท. เตรียมเข้ากำกับดูแลกลุ่มธุรกิจสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือ นันแบงก์ ซึ่งมากถึง 24 ประเภท คิดเป็นจำนวน 3,624 แห่งทั่วประเทศ  ซึ่งมีทั้ง สินเชื่อส่วนบุคคล, นาโนไฟแนนซ์, สินเชื่อจำนำทะเบียน, BNPL, บัตรเครดิต, ธุรกิจการชำระเงิน, ลีสซิ่ง และธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตรา เป็นต้น หลังพบว่าผู้ประกอบการบางราย ทำธุรกรรมซับซ้อนสอดไส้คิดอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมแอบแฝงสูงถึง 25-33% หรือมีการผูกโยงบริการ e-Wallet เข้ามา รวมหักค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจนทำให้อัตราดอกเบี้ยรวมพุ่งสูงถึง 35%

 

นอกจากนี้ ยังพบว่า ขนาดของสินเชื่อนันแบงก์มีจำนวนบัญชี สูงถึง 75% ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ครองสัดส่วนบัญชีเพียง 25%

 

ขณะที่มูลค่าหนี้กลุ่มนันแบงก์ ครองส่วนแบ่งตลาดคิดเป็น  55%  สะท้อนว่าผู้บริโภครายย่อยส่วนใหญ่ในประเทศพึ่งพาบริการจากนันแบงก์เป็นหลัก  โดย ธปท. จะนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในการตรวจสอบ เป้าหมายคือมการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งการออกเกณฑ์กำกับส่วนนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาเพราะเกี่ยวข้องกับหลายธุรกิจที่ต้องให้เวลาในการปรับตัวทั้ง ธปท. และ ผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ ผู้ว่า ธปท. ได้กล่าวถึงมาตราการสกัดทุนเทา ฟอกเงินผ่านการจัดระเบียบการทำธุรกรรมการซื้อขายทองว่า  หลังจากที่มีการออกเกณฑฺให้มีการรายงานข้อมูลเมื่อมีการถอนทองคำจากการซื้อผ่านแอปพลิเคชัน เกิน 20 ล้านบาท หรือมีการเบิกทองคำแท่งออกจากร้านทองเกิน 2 กิโลกรัม เพื่อตรวจสอบเสส้นทางธุรกรรมทางการเงิน ปรากฎว่า  ปริมาณการทำธุรกรรมในกลุ่มนี้ลดลงถึง 70%

สำหรับแนวคิดกระทรวงการคลัง เรื่องการคิดภาษีธุรกิจเฉพาะ เช่น หากเก็บ 0.01% เป็นเรื่องที่ดี และเห็นด้วย เพราะไม่ได้มุ่งหวังเรื่องรายได้จากภาษี แต่มุ่งหวังที่เข้าไปกำกับดูเรื่องการฟอกเงิน เพื่อให้รู่ที่มาที่ไปของธูรกรรม เพราะหากซื้อขายทอง 70,000 บาท จะเสียภาษีเพียง 7 บาทเท่านั้น  โดยหากมีการตรวจพบการฟอกเงินผ่านการซื้อขายทองคำโดยไม่มีการรายงานข้อมูลตามระบบใหม่นี้ จะถือเป็นความผิดทางอาญาทันที ซึ่งถือเป็นการเพิ่มน้ำหนักของบทลงโทษให้รุนแรงขึ้น