กฟผ. พลิกบทบาทสู่ “Ecosystem Connector” รับ PDP 2026 ดัน Grid–SMR–BESS ปูทางฐานผลิตไฟฟ้าสีเขียว ก้าวสู่ NET Zero

Categories : Update News, Energy

Public : 09/09/2026

เปิดยุทธ์ศาตร์ กฟผ. ภายใต้ PDP 2026    ปรับบทบาทครั้งใหญ่จากผู้ดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้า สู่ “Ecosystem Connector” เชื่อมโยงผู้เล่นในตลาดพลังงาน รับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานตามร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP 2026 ซึ่งมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 พร้อมเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (RE) สูงถึง 50–89% และเตรียมระบบไฟฟ้ารองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าฐานสูงจาก Data Center

เปิด 3 ยุทธศาสตร์รับโครงสร้างไฟฟ้าใหม่

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยในงานสัมมนา “BIG ISSUE : PDP 2026 ENERGY GREEN POWER พลิกโฉมพลังงานไทย สู่ฐานการผลิตสีเขียว” จัดโดยหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ และหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ว่า กฟผ. ในฐานะหน่วยงานผู้ปฏิบัติการภาครัฐ ได้เตรียมยุทธศาสตร์รองรับทิศทางพลังงานใหม่ โดยยังให้ความสำคัญกับความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ควบคู่กับการเปิดตลาดให้มีผู้เล่นหลากหลายมากขึ้น

เป้าหมายสำคัญคือการรักษาดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ (LOLE) ไม่เกิน 1 วันต่อปี พร้อมเตรียมเปิดระบบ Third Party Access (TPA) สนับสนุนการซื้อขายไฟฟ้าแบบ Direct PPA ระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้าโดยตรง รวมถึงเตรียมความพร้อมรับกลไก Carbon Pricing ซึ่งคาดว่าจะมีบทบาทชัดเจนมากขึ้นตั้งแต่ปี 2030 โดยมีราคาประมาณ 35 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน

ภายใต้โครงสร้างตลาดไฟฟ้าที่กำลังเปลี่ยนไป กฟผ. จะขยับบทบาทสู่การเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแก่ผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้าทุกราย ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ Green Innovation for Sustainability, Grid Modernization และ Transition Future Energy Solution

 

Green Innovation เร่งพลังงานสะอาด พร้อมเทคโนโลยีใหม่

ด้าน Green Innovation กฟผ. เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มสัดส่วน RE โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมที่ต้องการไฟฟ้าที่มีความมั่นคงสูง

หนึ่งในโครงการหลักคือ โซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด (Hydro-floating Solar) ที่ประสบความสำเร็จแล้วที่เขื่อนสิรินธร ขนาด 45 เมกะวัตต์ และเขื่อนอุบลรัตน์ ขนาด 24 เมกะวัตต์ โดยมีแผนขยายไปยังพื้นที่ผิวน้ำที่มีศักยภาพ เพื่อลดการใช้พื้นที่บนบกและใช้ประโยชน์จากระบบส่งไฟฟ้าที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ขณะเดียวกัน กฟผ. เดินหน้าพัฒนาพลังงานลมและแสงอาทิตย์บนบกในพื้นที่ศักยภาพทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคใต้ตอนล่าง รวมถึงโรงไฟฟ้าท้ายเขื่อนชลประทาน ซึ่งนำปริมาณน้ำที่กรมชลประทานปล่อยเพื่อการเกษตรและระบบนิเวศมาผลิตไฟฟ้า โดยมีโครงการสะสมแล้วกว่า 101.65 เมกะวัตต์

อีกเทคโนโลยีที่ถูกจับตาคือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (SMR) ซึ่ง กฟผ. มองว่าเป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับสร้างไฟฟ้าฐานในอนาคต ด้วยแนวคิดการผลิตชิ้นส่วนจากโรงงาน ช่วยควบคุมคุณภาพและลดระยะเวลาก่อสร้าง สามารถเพิ่มกำลังผลิตตามความต้องการ และมีระบบจัดการเชื้อเพลิงหลังการใช้งาน

ด้านระบบกักเก็บพลังงาน กฟผ. นำ BESS มาใช้เป็นตัวช่วยรักษาเสถียรภาพระบบ โดยมีโครงการนำร่องที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ ขนาด 16 เมกะวัตต์ และชัยบาดาล ขนาด 21 เมกะวัตต์ พร้อมเดินหน้าพัฒนา Grid Scale BESS ในพื้นที่สำคัญ

นอกจากนี้ ยังต่อยอดโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ซึ่งเปรียบเสมือน “แบตเตอรี่สีเขียวยักษ์” โดยปัจจุบันมี 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เครื่องที่ 8 เขื่อนศรีนครินทร์/ท่าทุ่งนา และโรงไฟฟ้าพลังน้ำลำตะคองชลภาวัฒนา ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ พร้อมสำรวจพื้นที่เพิ่มเติมอย่างน้อย 35 แห่ง เช่น เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนวชิราลงกรณ และพื้นที่ภาคใต้

ส่วนพื้นที่ที่ระบบส่งไฟฟ้าเข้าถึงได้ยาก กฟผ. นำร่อง Smart Grid แม่ฮ่องสอน พัฒนาระบบโครงข่ายอัจฉริยะที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยใช้โซลาร์ร่วมกับ BESS

Grid Modernization อัปเกรดระบบส่ง รับ RE–EEC–Data Center

เมื่อพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ความท้าทายไม่ได้อยู่เพียงที่การผลิตไฟฟ้า แต่รวมถึงการบริหารจัดการระบบส่งที่ต้องรองรับไฟฟ้าที่มีความผันผวน กฟผ. จึงเร่งยกระดับระบบส่งแรงดัน 230 kV และ 500 kV ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เปรียบเสมือน “Super Highway” ของระบบไฟฟ้าไทย

ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กฟผ. เสนอ 2 โครงการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการจ่ายไฟฟ้ารวม 3.8 กิกะวัตต์ โดยแพ็กเกจแรกดำเนินการอัปเกรดแล้ว ส่งผลให้สามารถเพิ่มการจ่ายไฟเข้า EEC ได้ 550 เมกะวัตต์ตั้งแต่ต้นปี และมีเป้าหมายเพิ่มเป็น 900 เมกะวัตต์ภายในสิ้นปีนี้

พร้อมกันนี้ กฟผ. นำเทคโนโลยี STATCOM และ FACTS มาช่วยบริหารแรงดันและเสถียรภาพระบบ โดยมีโครงการนำร่องที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงคลองแงะ จ.สงขลา ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าไทย–มาเลเซีย

ด้านศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้าแห่งชาติ กฟผ. เตรียมนำระบบ Time-Weighted (TW) และ AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการระบบแบบ Real-time ภายใต้แนวคิด Human-centric พร้อมจัดตั้งศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน (REFC/IFC) และศูนย์ Demand Response Control Center (DRCC) เพื่อจับคู่ Supply และ Demand ให้แม่นยำขึ้น ลดต้นทุนการสำรองไฟฟ้า

นอกจากนี้ ยังเสริมระบบประเมินความเสี่ยงแบบ Real-time, Special Protection Scheme (SPS) และ Grid-forming Inverters เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือความเสี่ยงจากไฟฟ้าตกหรือไฟฟ้าดับ

จากผู้ผลิตไฟ สู่ผู้เชื่อมตลาดพลังงาน

สำหรับยุทธศาสตร์ Transition Future Energy Solution กฟผ. เตรียมระบบให้รองรับตลาดไฟฟ้าที่มีผู้เล่นหลากหลายขึ้น ตั้งแต่ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ ผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียน ไปจนถึงกลุ่ม Prosumer หรือผู้ใช้ไฟที่สามารถผลิตไฟฟ้าเองได้

กฟผ. เตรียมความพร้อมทั้งระบบ TPA, Grid Code และระบบ Balancing เพื่อรองรับโครงสร้างตลาดไฟฟ้าใหม่ พร้อมเดินหน้าธุรกิจ Smart Mobility

ด้านสถานีชาร์จ EleXA ตั้งเป้าขยายสถานีให้มากกว่าเป้าหมาย 580 สถานีในปีนี้ และเพิ่มเป็นไม่น้อยกว่า 650 สถานีในปีหน้า พร้อมพัฒนาระบบ Fleet Management ขณะที่เทคโนโลยี EV จะต่อยอดไปสู่ Smart EV Charging, Dynamic Charger และ Vehicle-to-Grid (V2G) ซึ่งเปิดโอกาสให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถจ่ายไฟกลับเข้าสู่ระบบในช่วงเวลาที่เหมาะสม รวมถึงรองรับ Demand Response และ Virtual Power Plant (VPP)

ส่วนด้าน Industrial Solution กฟผ. เดินหน้าใช้ AI ควบคุม Micro Energy System ทำงานร่วมกับมนุษย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พร้อมร่วมมือกับภาคเอกชน ภาคการศึกษา และพันธมิตรต่าง ๆ พัฒนาโครงการด้าน Solar และ Energy Management System (EMS)

จัดทัพ 8 บริษัทลูก ปรับพอร์ตลงทุนรับ Energy Transition

นอกจากการปรับบทบาทของ กฟผ. แล้ว ยังมีการจัดทัพ 8 บริษัทในเครือ ให้ลงทุนในธุรกิจที่สอดคล้องกันและลดความซ้ำซ้อน เพื่อรองรับโอกาสใหม่จาก Energy Transition

RATCH Group มุ่งศึกษาและพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้า SMR ขณะที่ EGCO Group เน้นลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาดแห่งอนาคต ทั้งไฮโดรเจน Fuel Cell ระบบกักเก็บพลังงาน พลังงานหมุนเวียน Ammonia Co-firing และเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ CCUS

ด้าน PE LNG รับผิดชอบธุรกิจสถานีและโครงสร้างพื้นฐาน LNG ขณะที่ DCAP มุ่งธุรกิจโรงไฟฟ้าเพื่อระบบผลิตไฟฟ้าและระบบทำน้ำเย็น District Cooling

ส่วน EDS (EGAT Diamond Service) ปรับบทบาทจากธุรกิจซ่อมบำรุง Gas Turbine สู่การพัฒนา DC Fast Charger กำลังไฟสูงสุด 480 กิโลวัตต์ โดยนำร่องที่เหมืองแม่เมาะ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านรถบรรทุกจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ ICE ไปสู่ EV Truck และลด Carbon Footprint ในกระบวนการทำเหมือง

ขณะที่ INNOPOWER ทำหน้าที่เป็น Investment Arm ของกลุ่ม กฟผ. ลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีใหม่ INNOSPACE มุ่งลงทุนใน Deep Tech และสนับสนุน Startup ส่วน EGATi ทำหน้าที่ลงทุนและพัฒนาโครงการพลังงานในต่างประเทศ

นายนรินทร์ กล่าวว่า ทิศทางของ กฟผ. จากนี้จะไม่จำกัดอยู่เพียงการผลิตและดูแลระบบไฟฟ้า แต่จะมุ่งเชื่อมโยงผู้เล่นในระบบพลังงานทั้งหมด เพื่อให้โครงสร้างตลาดไฟฟ้าใหม่สามารถเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“กฟผ. พร้อมร้อยเรียงยุทธศาสตร์จากแผน PDP เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และก้าวสู่การเป็น Ecosystem Connector เชื่อมโยงผู้เล่นทุกรายในตลาดไฟฟ้าใหม่ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานของประเทศไทยเป็นไปได้อย่างมั่นคง เป็นจริง และยั่งยืน”นายนรินทร์ กล่าว