“โกลเบล็ก” มองหุ้นไทยแกว่งตัวผันผวน เซ่นน้ำมันพุ่ง-เงินเฟ้อสหรัฐฯ แนะสแกนหุ้น FTSE Rebalance
Categories : Update News, Stock Market
Public : 14/09/2026บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมิน SET Index สัปดาห์นี้แกว่งตัวผันผวน รับแรงกดดันน้ำมันดิบ WTI พุ่งเหนือ 100 ดอลลาร์ และเงินเฟ้อ PPI สหรัฐฯ สูงกว่าคาด หนุน FED อาจปรับขึ้นดอกเบี้ย ให้กรอบเคลื่อนไหว 1,570-1,630 จุด พร้อมรับปัจจัยบวกเศรษฐกิจไทยถูกปรับเพิ่ม GDP สู่ 2.5% แนะกลยุทธ์ลงทุนปรับพอร์ตตาม FTSE Rebalance

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยถึงทิศทางตลาดหุ้นไทย (SET) ในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวนระหว่างวัน โดยได้รับแรงกดดันสำคัญจากราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล
นอกจากนี้ ตลาดยังเผชิญความกังวลจากการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิต ปรับตัวขึ้น 5.4%YoY ในเดือน ส.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 5.3% สะท้อนความกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวสูง ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักเป็น 70% (จากเดิม 64%) ในการคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมนโยบายการเงินวันที่ 15–16 ก.ย. นี้
ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ตามการคาดการณ์ของตลาด โดยเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ตลอดจนปัจจัยความผันผวนจากการปรับน้ำหนักดัชนี FTSE Rebalance ในช่วงปลายสัปดาห์ ทาง GBS จึงประเมินกรอบดัชนีไว้ที่ 1,570-1,630 จุด
อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยยังได้รับปัจจัยบวกเข้ามาช่วยประคองการลงทุน โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ไทยปี 2569 ขึ้นเป็น 2.5% จากอานิสงส์ของการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกที่คาดว่าจะโตได้ถึง 17.8% ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาขยายเวลาโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ออกไปอีก 1-2 เดือนเพื่อช่วยลดค่าครองชีพและกระตุ้นกำลังซื้อ โดย ก.คลังจะนำข้อเสนอมาพิจารณาเพื่อให้ได้ข้อสรุปภายใน 2-3 สัปดาห์ หรือไม่เกินสิ้นเดือน ก.ย.นี้
รวมถึงการที่บอร์ด EV อนุมัติมาตรการภาษีสรรพสามิตเพื่อเตรียมดันภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 3 อัตรา หวังปกป้องฐานการผลิตยานยนต์ในประเทศ เสริมด้วยตัวเลขสวัสดิการว่างงานและสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ที่รายงานออกมาล่าสุด
สำหรับประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในระยะนี้ ด้านในประเทศจะมีการแถลงดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนโดย FETCO, รายงานดัชนีเศรษฐกิจจากกระทรวงพาณิชย์และ ตลท., ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมโดย ส.อ.ท., คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณีบัตรเลือกตั้งในวันที่ 28 ก.ย., รายงานภาวะเศรษฐกิจจาก ธปท. สิ้นเดือน ก.ย. และการประชุม กนง. ในวันที่ 28 ต.ค. ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่ต้องจับตา ได้แก่ ผลการประชุมนโยบายการเงินของ FED ช่วงเช้ามืดวันที่ 17 ก.ย., การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันที่ 18 ก.ย. รวมถึงรายงานยอดค้าปลีก ดัชนีการผลิต และตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญจากสหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรปตลอดทั้งสัปดาห์
