ผนึกกำลัง!! ดันดัชนีตลาดหุ้น 2,000 จุด !! ชงแก้ พรบ. มหาชน “Dual-Class Shares” ปลดล็อกหุ้นใหญ่ เปิดทางรัฐขายหุ้นเพิ่ม Free Float ดึงเงินต่างชาติ หวังดัน SET -ตั้ง PE Trust กองทันขนาด1,000 ล้านลงทุนในธุรกิจ New Economy

Categories : Update News, Stock Market

Public : 15/09/2026

ผนึกกำลัง!! ดันดัชนีตลาดหุ้น 2,000 จุด !! ชงแก้ พรบ. มหาชน  “Dual-Class Shares”  ปลดล็อกหุ้นใหญ่ เปิดทางรัฐขายหุ้นเพิ่ม Free Float ดึงเงินต่างชาติ หวังดัน SET -ตั้ง PE Trust  กองทุนเบื้องต้น 1,000 ล้านลงทุนในธุรกิจ New Economy

 

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า   ตลาดทุนเดินหน้าผลักดันแนวคิด Dual-Class Shares หรือหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงแตกต่างกัน เพื่อเป็นหนึ่งใน Roadmap ยกระดับตลาดทุนไทย เพิ่มความน่าสนใจต่อนักลงทุนต่างชาติ และเปิดทางให้บริษัทขนาดใหญ่ รวมถึงรัฐวิสาหกิจ สามารถเพิ่มหุ้นหมุนเวียนในตลาด โดยผู้ถือหุ้นเดิมยังคงอำนาจควบคุมกิจการไว้ได้ ซึ่ง ประเด็นนี้จะต้อง แก้ พ.ร.บ.บริษัทมหาชนฯ ซึ่งขณะนี้หาคือร่วมกับทุกฝ่ายแล้วทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์  และกฤษฏีกา แล้ว คาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปเร็วเพราะแก้เพียง มาตราเดียว

ทั้งนี้แนวคิดดังกล่าวเป็นโครงสร้างหุ้น 2 ระดับ ซึ่งกำหนดให้หุ้นแต่ละประเภทมีสิทธิออกเสียงไม่เท่ากัน เช่น หุ้น 1 หุ้นอาจมีสิทธิออกเสียง 2 เสียง หรือ 5 เสียง ขณะที่สิทธิในเงินปันผลยังสามารถกำหนดให้เท่าเทียมกันได้ ทำให้เจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้นเดิมสามารถระดมทุนและนำหุ้นออกเสนอขายต่อประชาชน โดยไม่จำเป็นต้องสูญเสียอำนาจในการบริหารบริษัท

ชู IPO ใหม่ ก่อนเปิดทางหุ้นใหญ่เดิม

แนวทางเบื้องต้นต้องการให้ Dual-Class Shares เริ่มใช้กับบริษัทที่เข้าจดทะเบียนใหม่ หรือ IPO ก่อน เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจคุณภาพ โดยเฉพาะธุรกิจครอบครัว สามารถเข้าถึงตลาดทุนได้มากขึ้นโดยไม่กังวลว่าจะสูญเสียอำนาจควบคุม หลังนำหุ้นออกขายให้ประชาชน

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อเสนอให้เปิดช่องสำหรับบริษัทจดทะเบียนเดิมที่มีความพร้อมและสมัครใจ โดยไม่ได้ให้สามารถปรับโครงสร้างย้อนหลังได้โดยอัตโนมัติ แต่ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อป้องกันการนำโครงสร้างดังกล่าวไปใช้ในลักษณะอื่น เช่น การตั้งนิติบุคคลหรือนอมินีเพื่อถือครองทรัพย์สิน

หากเปิดทางให้บริษัทขนาดใหญ่ที่มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่สามารถใช้โครงสร้างดังกล่าวได้ จะช่วยให้ผู้ถือหุ้นเดิมลดสัดส่วนการถือหุ้นลงและเพิ่มหุ้นที่หมุนเวียนในตลาด โดยยังรักษาสิทธิออกเสียงในเรื่องสำคัญและอำนาจบริหารไว้ได้

เปิดช่องหุ้นรัฐ เพิ่มสภาพคล่อง–ไม่เพิ่มหนี้

นอกจากนี้ Dual-Class Shares มาประยุกต์ใช้กับหุ้นของรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่ภาครัฐถือหุ้นในสัดส่วนสูง

ตัวอย่างเช่น หากภาครัฐถือหุ้นในระดับ 70% และต้องการลดสัดส่วนลงเหลือ 49% การใช้โครงสร้างหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงแตกต่างกันอาจเปิดทางให้รัฐสามารถขายหุ้นบางส่วนออกสู่ตลาด เพิ่ม Free Float และสร้างสภาพคล่องให้กับหุ้น ขณะที่ยังคงสิทธิในการควบคุมและตัดสินใจในประเด็นสำคัญ

และจะเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์ของภาครัฐ เพราะเงินที่ได้จากการขายหุ้นสามารถนำมาใช้บริหารจัดการเศรษฐกิจหรือลงทุนในภาคส่วนต่าง ๆ โดยไม่ใช่การกู้เงินเพิ่ม ทั้งนี้ การจัดโครงสร้างและการบันทึกทางบัญชีต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของภาครัฐและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ร่างกฎหมายคืบหน้า จ่อแก้ พ.ร.บ.บริษัทมหาชน

สำหรับความคืบหน้า ปัจจุบันคณะทำงานได้จัดทำร่างกฎหมายเกี่ยวกับ Dual-Class Shares แล้ว โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมพิจารณา ทั้งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และสำนักงาน ก.ล.ต.

ทั้งนี้สาระสำคัญอยู่ที่การแก้ไข พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด เพื่อเปิดทางให้บริษัทมหาชนสามารถออกหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงแตกต่างกันได้ โดยกระทรวงการคลังได้รับหลักการไปพิจารณาแล้ว และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนในการปรับปรุงร่างกฎหมาย ก่อนเดินหน้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อไป

ตอบโจทย์ MSCI ดึงเงินกองทุนต่างชาติ

การผลักดัน Dual-Class Shares เป็นหนึ่งในมาตรการยกระดับโครงสร้างตลาดทุนไทย เพื่อเพิ่มความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยในสายตานักลงทุนสถาบันต่างประเทศ โดยเฉพาะการตอบโจทย์เกณฑ์และข้อพิจารณาของ MSCI

เป้าหมายคือการเพิ่มน้ำหนักตลาดหุ้นไทยในดัชนีสำคัญ ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้กองทุนต่างประเทศมีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยมากขึ้น โดยอาจเริ่มนำร่องจากหุ้นขนาดใหญ่ประมาณ 5 บริษัทแรก ก่อนขยายไปยังบริษัทอื่นที่มีความพร้อมและสมัครใจ

สำหรับหุ้นรัฐวิสาหกิจ มีข้อเสนอให้ภาครัฐพิจารณานำมาเป็นกลุ่มแรกในการใช้โครงสร้างดังกล่าว เพื่อเพิ่มสัดส่วนหุ้นที่ซื้อขายในตลาด ขยาย Free Float และเพิ่มสภาพคล่องของหุ้นขนาดใหญ่

 ดัน SET สู่ 2,000 จุด

ทั้งนี้ การผลักดัน Dual-Class Shares ถูกวางเป็นส่วนหนึ่งของ Roadmap ตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการเพิ่มศักยภาพตลาดทุนไทย โดยไม่ได้มองเพียงเรื่องการระดมทุนของบริษัท แต่รวมถึงการเพิ่ม Free Float เพิ่มสภาพคล่อง ขยายฐานนักลงทุนต่างชาติ และเพิ่มโอกาสให้น้ำหนักตลาดหุ้นไทยในดัชนีสากลปรับตัวดีขึ้น

เป้าหมายระยะยาวคือการสร้างปัจจัยสนับสนุนให้ตลาดหุ้นไทยสามารถขยับขึ้นสู่ระดับ 2,000 จุด โดยเริ่มจากการเปิดทางให้บริษัท IPO ใหม่ใช้โครงสร้าง Dual-Class Shares ก่อน ขณะที่บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่จะพิจารณาเป็นรายกรณีตามความพร้อมและความสมัครใจ

 

ตั้งPE Trust  มูลค่าเริ่มต้น 1,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในธุรกิจ New Economy

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ประกาศจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน (Private Equity Trust: PE Trust) มูลค่าเริ่มต้น 1,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในธุรกิจ New Economy และในโอกาสนี้ สถาบันอุดมศึกษา 15 แห่ง พร้อมบริษัทโฮลดิ้งของแต่ละสถาบัน และพันธมิตร ร่วมเปิดตัว University Holding Consortium เชื่อมศักยภาพและทรัพยากรของมหาวิทยาลัย เพื่อร่วมกันผลักดันธุรกิจDeep-Tech จากงานวิจัยสู่การเติบโตเชิงพาณิชย์และการลงทุนในระดับที่ใหญ่ขึ้น

บ.จ.ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ประเทศไทยมีฐานองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีเชิงลึก หรือ Deep-Tech ซึ่งมีโอกาสต่อยอดไปสู่การจัดตั้งบริษัท Spin-off และธุรกิจ New Economy ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศได้

 

อย่างไรก็ตาม การผลักดันธุรกิจเหล่านี้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องอาศัยกลไกที่เชื่อมตั้งแต่การนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การจัดตั้งธุรกิจ การพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อขยายการเติบโต ตลอดจนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และตลาดทุน การจัดตั้ง PE Trust และ University Holding Consortium จึงเป็นสองกลไกสำคัญที่ช่วยเติมเต็มระบบนิเวศดังกล่าว โดย University Holding Consortium จะช่วยเชื่อมศักยภาพของมหาวิทยาลัย และร่วมกันพัฒนาธุรกิจจากงานวิจัยที่มีศักยภาพ

ขณะที่ PE Trust เติมกลไกเงินทุนเพื่อสนับสนุนธุรกิจให้สามารถขยายการเติบโตได้ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้งานวิจัยและนวัตกรรมไทยสามารถพัฒนาไปสู่ธุรกิจที่เติบโต แข่งขันได้ และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาว

 

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน New Economy ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่คือทิศทางที่ประเทศไทยต้องเดินหน้าอย่างจริงจัง PE Trust จะทำหน้าที่เติมเต็มช่องว่างด้านเงินทุนสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมให้สามารถเติบโตจากระยะเริ่มต้นไปสู่การเป็นกิจการที่พร้อมเข้าสู่ตลาดทุนได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ขณะที่ University Holding Consortium จะช่วยปลดล็อกองค์ความรู้จากห้องแล็บสู่การสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม นับเป็นการสร้างระบบนิเวศที่จะเอื้อต่อการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ประเทศไทยต้องการอย่างแท้จริง

 

 กลไกนี้จะเชื่อมโยงกับการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับเกณฑ์เปิดกว้างให้บริษัท New Economy ที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI เข้าระดมทุนในตลาดทุนไทยได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น จึงเป็นการเชื่อมต่อเส้นทางการเติบโตของธุรกิจที่ครบวงจร ตั้งแต่การบ่มเพาะในมหาวิทยาลัย การจัดตั้งบริษัท การเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่าน PE Trust ไปจนถึงการเข้าจดทะเบียนในตลาดทุนได้ตามความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) หรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ทั้งนี้ PE Trust มุ่งลงทุนในธุรกิจ New Economy อาทิ เทคโนโลยีเชิงลึก ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีทางการแพทย์และสุขภาพ และเทคโนโลยีการเกษตรและอาหารแห่งอนาคต โดยเปิดโอกาสให้ทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมลงทุน นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เสนอแก้ไขกฎหมายครงสร้างหุ้นสองระดับ (Dual-Class Shares) ต่อกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้เจ้าของธุรกิจ Startup และ New Economy ยังคงสามารถกำหนดทิศทางการดำเนินงานได้แม้จะเข้ามาระดมทุน ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจเข้าสู่ตลาดทุนได้ง่ายขึ้น

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในบริบทที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน New Economy ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่คือทิศทางที่ประเทศไทยต้องเดินหน้าอย่างจริงจัง PE Trust จะทำหน้าที่เติมเต็มช่องว่างด้านเงินทุนสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมให้สามารถเติบโตจากระยะเริ่มต้นไปสู่การเป็นกิจการที่พร้อมเข้าสู่ตลาดทุนได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ขณะที่ University Holding Consortium จะช่วยปลดล็อกองค์ความรู้จากห้องแล็บสู่การสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม นับเป็นการสร้างระบบนิเวศที่จะเอื้อต่อการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ประเทศไทยต้องการอย่างแท้จริง

 

 กลไกนี้จะเชื่อมโยงกับการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับเกณฑ์เปิดกว้างให้บริษัท New Economy ที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI เข้าระดมทุนในตลาดทุนไทยได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น จึงเป็นการเชื่อมต่อเส้นทางการเติบโตของธุรกิจที่ครบวงจร ตั้งแต่การบ่มเพาะในมหาวิทยาลัย การจัดตั้งบริษัท การเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่าน PE Trust ไปจนถึงการเข้าจดทะเบียนในตลาดทุนได้ตามความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) หรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ทั้งนี้ PE Trust มุ่งลงทุนในธุรกิจ New Economy อาทิ เทคโนโลยีเชิงลึก ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีทางการแพทย์และสุขภาพ และเทคโนโลยีการเกษตรและอาหารแห่งอนาคต โดยเปิดโอกาสให้ทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมลงทุน นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เสนอแก้ไขกฎหมายครงสร้างหุ้นสองระดับ (Dual-Class Shares) ต่อกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้เจ้าของธุรกิจ Startup และ New Economy ยังคงสามารถกำหนดทิศทางการดำเนินงานได้แม้จะเข้ามาระดมทุน ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจเข้าสู่ตลาดทุนได้ง่ายขึ้น

 และในโอกาสนี้ สถาบันอุดมศึกษา 15 แห่ง พร้อมบริษัทโฮลดิ้งของแต่ละสถาบัน และพันธมิตร ร่วมเปิดตัว University Holding Consortium เชื่อมศักยภาพและทรัพยากรของมหาวิทยาลัย เพื่อร่วมกันผลักดันธุรกิจDeep-Tech จากงานวิจัยสู่การเติบโตเชิงพาณิชย์และการลงทุนในระดับที่ใหญ่ขึ้น โดยงานแถลงข่าวได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand New Economy: From Knowledge to National Growth” ในวันที่ 15 กันยายน 2569 ณ ตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ประเทศไทยมีฐานองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีเชิงลึก หรือ Deep-Tech ซึ่งมีโอกาสต่อยอดไปสู่การจัดตั้งบริษัท Spin-off และธุรกิจ New Economy ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศได้ อย่างไรก็ตาม การผลักดันธุรกิจเหล่านี้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องอาศัยกลไกที่เชื่อมตั้งแต่การนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การจัดตั้งธุรกิจ การพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อขยายการเติบโต ตลอดจนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และตลาดทุน การจัดตั้ง PE Trust และ University Holding Consortium จึงเป็นสองกลไกสำคัญที่ช่วยเติมเต็มระบบนิเวศดังกล่าว โดย University Holding Consortium จะช่วยเชื่อมศักยภาพของมหาวิทยาลัย และร่วมกันพัฒนาธุรกิจจากงานวิจัยที่มีศักยภาพ ขณะที่ PE Trust เติมกลไกเงินทุนเพื่อสนับสนุนธุรกิจให้สามารถขยายการเติบโตได้ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้งานวิจัยและนวัตกรรมไทยสามารถพัฒนาไปสู่ธุรกิจที่เติบโต แข่งขันได้ และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาว

 

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในบริบทที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน New Economy ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่คือทิศทางที่ประเทศไทยต้องเดินหน้าอย่างจริงจัง PE Trust จะทำหน้าที่เติมเต็มช่องว่างด้านเงินทุนสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมให้สามารถเติบโตจากระยะเริ่มต้นไปสู่การเป็นกิจการที่พร้อมเข้าสู่ตลาดทุนได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ขณะที่ University Holding Consortium จะช่วยปลดล็อกองค์ความรู้จากห้องแล็บสู่การสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม นับเป็นการสร้างระบบนิเวศที่จะเอื้อต่อการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ประเทศไทยต้องการอย่างแท้จริง

 

ยิงไปกว่านั้น กลไกนี้จะเชื่อมโยงกับการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับเกณฑ์เปิดกว้างให้บริษัท New Economy ที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI เข้าระดมทุนในตลาดทุนไทยได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น จึงเป็นการเชื่อมต่อเส้นทางการเติบโตของธุรกิจที่ครบวงจร ตั้งแต่การบ่มเพาะในมหาวิทยาลัย การจัดตั้งบริษัท การเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่าน PE Trust ไปจนถึงการเข้าจดทะเบียนในตลาดทุนได้ตามความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) หรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ทั้งนี้ PE Trust มุ่งลงทุนในธุรกิจ New Economy อาทิ เทคโนโลยีเชิงลึก ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีทางการแพทย์และสุขภาพ และเทคโนโลยีการเกษตรและอาหารแห่งอนาคต โดยเปิดโอกาสให้ทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมลงทุน นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เสนอแก้ไขกฎหมายครงสร้างหุ้นสองระดับ (Dual-Class Shares) ต่อกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้เจ้าของธุรกิจ Startup และ New Economy ยังคงสามารถกำหนดทิศทางการดำเนินงานได้แม้จะเข้ามาระดมทุน ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจเข้าสู่ตลาดทุนได้ง่ายขึ้น