“AI–กำไร บจ. หนุนมุมมองเชิงบวก จับตาสงคราม–ดอกเบี้ยสหรัฐฯ นักวิเคราะห์คาด SET สิ้นปี 2569 ที่ 1,680 จุด”

Categories : Update News, Stock Market

Public : 01/10/2026

“AI–กำไร บจ. หนุนมุมมองเชิงบวก จับตาสงคราม–ดอกเบี้ยสหรัฐฯ นักวิเคราะห์คาด SET สิ้นปี 2569 ที่ 1,680 จุด”

นายสมบัติ นราวุฒิชัย, IAA เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน จำนวน 25 บริษัท เกี่ยวกับมุมมองการลงทุนในไตรมาส 4 ปี 2569 โดยผลสำรวจสะท้อนว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงปลายปียังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนในเทคโนโลยี AI และ Supply Chain ของ AI ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน กระแสเงินทุนจากต่างประเทศ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ ขณะที่ความเสี่ยงสำคัญยังมาจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ และราคาน้ำมันโลก

สมมติฐานหลัก

• ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยของปีนี้ 88.12 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
• สมมติฐาน GDP ปี 69 ผู้ที่คาดต่ำสุดที่ 1.9% และผู้คาดสูงสุดที่ 2.5% โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.20% ปรับขึ้นจากเดิมที่ 1.93% (ก.ค.69) ขณะที่ GDP ปี 2570 เฉลี่ย 2.07%
• Risk Free Rate ที่ใช้ในการประเมินมูลค่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.18%
• Risk Premium ของตลาดหุ้น เฉลี่ยอยู่ที่ 7.47%

 

สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อทิศทางการลงทุนในไตรมาส 4 ปี 2569 แบ่งเป็น

     - ปัจจัยบวก นำโดย กระแสการลงทุนในเทคโนโลยี AI และ Supply Chain ของ AI ซึ่งมีผู้ตอบร้อยละ 96 รองลงมาคือ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนปี 2569 ร้อยละ 88 กระแสเงินทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย (Fund Flows) ร้อยละ 80 และเศรษฐกิจภายในประเทศร้อยละ 76

     - ส่วนปัจจัยลบ ผู้ตอบให้น้ำหนักกับปัจจัยภายนอกประเทศเป็นสำคัญ โดย สถานการณ์สงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน–อิสราเอล และทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็นปัจจัยลบสูงสุดเท่ากันที่ร้อยละ 84 รองลงมาคือ สถานการณ์ราคาน้ำมันโลก ร้อยละ 80 สะท้อนว่าความผันผวนจากต่างประเทศยังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในช่วงปลายปี

 

• ด้านคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ณ สิ้นปี 2569 มีนักวิเคราะห์ร้อยละ 100 มองว่าจะคงที่ที่ 1%          

(ณ ปัจจุบัน 1 ตุลาคม อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1%)​

• ด้านประมาณการผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน นักวิเคราะห์ประเมินว่า กำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดปี 2569 เฉลี่ย

อยู่ที่ 103.38 บาท ขณะที่ EPS ปี 2570 เฉลี่ยอยู่ที่ 104.29 บาท และคาดว่า EPS Growth ปี 2569 เฉลี่ย 16.41% สะท้อนมุมมองต่อแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียน

• ด้านคาดการณ์ทิศทางหุ้นไทยในไตรมาส 4 แกว่งตัวในกรอบ 1537 ถึง 1683 จุด โดยไปปิดสิ้นปี 2569 ที่

1680 จุด และประเมิน เป้าหมาย SET Index สิ้นปี 2570 อยู่ที่ 1,727 จุด

 

• นักวิเคราะห์แนะนำให้มีการกระจายพอร์ตการลงทุน แบ่งเป็น

     o เงินสดและเงินฝากระยะสั้น 10.02%

     o กองทุนตราสารหนี้ 18.02%

     o หุ้นหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 30%

     o หุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย 24.79%

     o ทองคำหรือกองทุนทองคำ 10.21%

     o กองทุนอสังหาฯหรือ REIT 6.96%

 

 

โดยความเห็นต่อการลงทุนหุ้นต่างประเทศ / กองทุนหุ้นต่างประเทศ แนะนำกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะ AI, Semiconductor และโครงสร้างพื้นฐาน AI เช่น Data Center ในตลาดสหรัฐฯ และเอเชีย (ญี่ปุ่น/เกาหลี/จีน) ควบคู่กับกลุ่ม Cyber Security และ Healthcare/Wellness

ทั้งนี้มีหลักทรัพย์ที่เกี่ยวกับการลงทุนต่างประเทศและทองคำ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (DR) ที่แนะนำตรงกันตั้งแต่ 5สำนักขึ้นไป มีดังนี้(เรียงชื่อตามอักษรย่อ) ได้แก่ NVDA80, AAPL80, AMD80, GOOG80 และ MRVL80

 

สำหรับในการลงทุนหุ้นไทยนั้น แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในหมวดการท่องเที่ยว กลุ่มท่องเที่ยว การแพทย์ธนาคาร โรงไฟฟ้า สาธารณูปโภค พาณิชย์/ค้าปลีก และอิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่ให้ลดน้ำหนักการลงทุนใน หมวดพลังงานและปิโตรเคมี และอสังหาริมทรัพย์

 

รายชื่อหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 4 สำนักขึ้นไป มีดังนี้(เรียงชื่อตามอักษรย่อ)

1. BDMS ได้รับแรงสนับสนุนจากแนวโน้มรายได้และกำไรที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะการเข้าสู่ High Season ของโรคตามฤดูกาล การฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติ และจำนวนเคสรักษาโรคซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงมีเครือข่ายโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้และประสิทธิภาพการดำเนินงาน

2. KBANK ได้แรงหนุนจากแนวโน้มสินเชื่อที่กลับมาเติบโตตามวัฏจักรการลงทุน และ Data Center ประกอบกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้น รวมถึงมีจุดเด่นด้านเงินปันผล โดยผู้ตอบบางรายมองถึงการฟื้นตัวของ NIM เป็นปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติม

3. DELTA  ได้รับความสนใจจากแนวโน้มการเติบโตตามMegatrend ด้าน AI ขณะที่ผู้ตอบบางรายมองว่าระดับราคาหุ้นมีความน่าสนใจมากขึ้นสำหรับการเข้าลงทุน

4. GULF  มีโอกาสเติบโตระยะยาวจากการลงทุนด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโอกาสจาก Direct PPA, PDP 2026 และความต้องการพลังงานหมุนเวียน รวมถึงการลงทุน Data Center ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคต

5. CRC  มีแรงสนับสนุนจากการปรับโครงสร้างและพอร์ตธุรกิจ การขยายสาขา Tops และการขยายธุรกิจในเวียดนาม รวมถึงการเข้าซื้อ Maxvalu ซึ่งช่วยเร่งการขยายเครือข่าย ขณะที่ธุรกิจยังมีโอกาสได้รับประโยชน์จากฤดูกาลท่องเที่ยว

สำหรับหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แนะนำให้หลีกเลี่ยงหุ้นใน กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี จากความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของราคาน้ำมัน แนวโน้มส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและค่าการกลั่น รวมถึงความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์และการแทรกแซงของภาครัฐ นอกจากนี้ ยังมีคำแนะนำให้ระมัดระวัง หุ้นสายการบิน ที่มีความอ่อนไหวต่อต้นทุนน้ำมันและภาระหนี้ รวมถึง หุ้นอสังหาริมทรัพย์ ที่อาจได้รับแรงกดดันจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนตัว

 

ท้ายที่สุด นักวิเคราะห์ยังได้เพิ่มเติมการแนะนำไปยังรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายที่จะมีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ มีความคุ้มค่ากับงบประมาณ โดยกล่าวถึงมาตรการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แยกเป็น

 

1. เสนอให้เร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทั้งด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ พลังงาน ระบบบริหารจัดการน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐและดำเนินโครงการลงทุนที่มีความพร้อมและมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน

 

 

2. เสนอมาตรการส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนและดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) โดยลดขั้นตอนและข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน สนับสนุน SMEs เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่านการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร การนำนวัตกรรมมาใช้ พร้อมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, New Economy และ New S-Curve รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อยอดและการดึงดูดการลงทุนใน Data Center

3. เสนอมาตรการช่วยเหลือภาคประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและผู้ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกันควรเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐและลดการพึ่งพามาตรการแจกเงินในวงกว้าง ส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงานทั้ง Upskill และ Reskill รวมถึงการเพิ่มการจ้างงานและการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี นอกจากนี้ยังเสนอให้ส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวผ่านมาตรการ TISA รวมถึงการเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีเพื่อสนับสนุนการลงทุนภายในประเทศ