บล.เอเชียพลัส จัดพอร์ตรับ Bond Yield พุ่งกดดันหุ้นไทย ฟันด์โฟลว์ไหลออกแตะ 771 ล้านดอลลาร์ แนะถือเงินสด 30-40%
Categories : Update News, Stock Market
Public : 02/10/2026บล.เอเชียพลัส จัดพอร์ตรับ Bond Yield พุ่งกดดันหุ้นไทย ฟันด์โฟลว์ไหลออกแตะ 771 ล้านดอลลาร์ แนะถือเงินสด 30-40%
ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นของ Bond Yield ทั่วโลก ประกอบกับทิศทางดอลลาร์แข็งค่าและสถานการณ์อุทกภัยในประเทศ ส่งผลกระทบต่อ Valuation ตลาดหุ้นและกระแสเงินทุนต่างชาติ ขณะที่เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าในกรอบ 35-37 บาทต่อดอลลาร์

ฝ่ายวิจัยบล.เอเซียพลัส ประเมินว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีทั่วโลกปรับขึ้นอย่างรวดเร็วราว 20-150 bps ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ตามความกังวลด้านพลังงานและเงินเฟ้อ ส่งผลให้ส่วนต่างผลตอบแทนตลาดหุ้นเทียบพันธบัตร (MEYG) ของไทยลดลงเหลือ 3.7% จาก 5.3% ในช่วงต้นปี ทำให้ความน่าสนใจของสินทรัพย์เสี่ยงลดลง
ขณะเดียวกัน ดัชนีดอลลาร์ที่แข็งค่าตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ กดดันเงินบาท โดยประเมินเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าเข้าสู่กรอบ 35-37 บาทต่อดอลลาร์
ด้านกระแสเงินทุนต่างชาติยังมีทิศทางไหลออกจากตลาดหุ้นเอเชีย โดยตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ทำให้ยอดขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยแตะ 771 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าหลายประเทศเพื่อนบ้านที่มีขนาดตลาดใกล้เคียงกัน
อย่างไรก็ตาม เงินบาทอ่อนค่าถือเป็นปัจจัยบวกต่อบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะ กลุ่มส่งออก ที่มีรายได้เป็นเงินดอลลาร์ อาทิ TU, ITC และ CPF ขณะที่ กลุ่มโรงพยาบาล มีรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติ เช่น BH, BDMS, BCH และ PR9 และ กลุ่มท่องเที่ยว อย่าง AOT และ CENTEL มีโอกาสได้รับประโยชน์จากแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติในการเดินทางเข้าประเทศ
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัยแนะนำให้นักลงทุนเน้นบริหารความเสี่ยงในช่วงที่ Bond Yield ยังอยู่ในระดับสูง โดยเพิ่มสัดส่วนเงินสดเป็น 30-40% ของพอร์ต เพื่อรอจังหวะสะสมหุ้นพื้นฐานดีเมื่อราคาปรับฐาน และใช้กลยุทธ์ Selective Buy
กลุ่มที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยีและฮาร์ดแวร์ไอทีระดับโลก ซึ่งได้ประโยชน์จากการลงทุน CapEx ในชิปหน่วยความจำและอุปกรณ์ Photonics, กลุ่มโรงพยาบาลและผู้ส่งออกอาหาร/อิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า รวมถึง กลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง ที่คาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐในช่วงไตรมาส 3-4
