FETCO มั่นใจหุ้นไทย Q4 ขาขึ้น ลุ้นฟันด์โฟลว์รอบใหม่ไหลกลับ “ สตอรี่ไทยแลนด์ “เกิดจริง!! ชูกำไร บจ.ปีนี้โต 15-20%
Categories : PR News
Public : 06/10/2026FETCO มั่นใจหุ้นไทย Q4 ขาขึ้น ลุ้นฟันด์โฟลว์รอบใหม่ไหลกลับ “ สตอรี่ไทยแลนด์ “เกิดจริง!! ชูกำไร บจ.ปีนี้โต 15-20% ดันดัชนี ปีนี้1,650-1,700 จุด
นายไพบูลย์ นรินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 4/2569 ยังเป็นขาขึ้น แม้ระยะสั้นเผชิญแรงขายทำกำไรตามตลาดหุ้นทั่วโลก จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ปรับตัวขึ้นแรง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากเงินทุนต่างชาติที่ยังไหลเข้าสุทธิ แนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่เติบโต และระดับมูลค่าหุ้นไทยที่ยังไม่แพงเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโต

ปัจจุบันดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นมาแล้วกว่า 300 จุด ขณะที่ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ประมาณ 24% และกำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตสอดคล้องกับทิศทางตลาด โดยคาดว่ากำไร บจ. ทั้งปี 2569 จะเติบโตประมาณ 15-20% ขณะที่ระดับ P/E ยังไม่ได้ปรับขึ้นมากนัก สะท้อนว่าการปรับฐานระยะนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงขายทำกำไรในตลาดหุ้นทั่วโลก มากกว่าการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐาน

ฟันด์โฟลว์ยังหนุน ลุ้นเงินต่างชาติกลับเข้ารอบใหม่
นายไพบูลย์กล่าวว่า แม้ตลาดหุ้นไทยจะเผชิญแรงขายในช่วงที่ผ่านมา แต่เงินทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิสะสมประมาณ 25,000 ล้านบาท และเป็นตลาดที่ยังมีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ ขณะที่ตลาดอื่นเผชิญเงินทุนไหลออก สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจในสายตานักลงทุนต่างชาติ
ความเชื่อมั่นดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนประจำเดือนกันยายน 2569 ของ FETCO ซึ่งอยู่ที่ 148.72 จุด อยู่ในเกณฑ์ร้อนแรงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 แม้ลดลงจากเดือนก่อนที่ระดับ 160 จุด จากแรงกดดันของ Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้น
สำหรับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ รองลงมาคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศและทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม
นายไพบูลย์ กล่าวว่า โอกาสที่เงินทุนต่างชาติจะไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทยยังมีอยู่ โดยเฉพาะหลังจากนักลงทุนต่างชาติปรับพอร์ตเสร็จสิ้น และจาก การเดินทางไปนำเสนอข้อมูลตลาดทุนไทยในสหรัฐฯ ได้รับการตอบรับที่ดี มีผู้จัดการกองทุนประมาณ 40 กองทุนมีNAV ภายใต้การบริหารกว่า 40 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ใหญ่กว่าขนาดหุ้นไทย 6 เท่า เข้าร่วมรับฟังตรงจากนายกรัฐมนตรี ซึ่ง แตกต่างจากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งตลาดหุ้นไทยได้รับความสนใจค่อนข้างน้อย
นักลงทุนที่เข้าร่วมให้ความสนใจต่อแนวทางสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย รวมถึงความเป็นไปได้ในการยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจและผลักดันกำไรบริษัทจดทะเบียน โดยยังมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยไม่มาก จึงมีโอกาสเพิ่มน้ำหนักการลงทุนได้ หากประเทศไทยสามารถสร้างความเชื่อมั่นและดำเนินนโยบายได้ตามเป้าหมาย
หุ้นไทยยังไม่แพง ชูสตอรี่ GDP โต 3% ระยะยาว
ประธาน FETCO กล่าวว่า จุดขายสำคัญของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ระดับมูลค่าหุ้นซึ่งยังไม่สูงเมื่อเทียบกับโอกาสเติบโตในอนาคต ประกอบกับความคาดหวังต่อเศรษฐกิจไทยที่มีเป้าหมายเติบโต 3% และการยกระดับประเทศสู่ประเทศพัฒนาแล้วภายใน 12 ปีข้างหน้า
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นไทยรวมประมาณ 500,000 ล้านบาท หากประเทศไทยสามารถผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างเครื่องยนต์การลงทุนใหม่ได้จริง ก็มีโอกาสดึงดูดเงินทุนกลับเข้ามาอีกมาก
“สตอรี่ประเทศไทยยังขายได้ ทั้งเป้าหมาย GDP เติบโต 3% การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน และระดับ P/E ที่ยังไม่แพง แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องทำให้ได้จริง”
อิเล็กทรอนิกส์-แบงก์ รับ AI และลงทุนรอบใหม่
สำหรับกลยุทธ์ลงทุน กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับความสนใจยังคงเป็นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นธีมสำคัญที่สร้างความคึกคักให้ตลาดหุ้นทั่วโลก ขณะที่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก
สำหรับตลาดหุ้นไทย กลุ่มที่น่าสนใจ ได้แก่ หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์จากกระแส AI และวัฏจักรการลงทุนด้านเทคโนโลยี รวมถึงหุ้นธนาคารพาณิชย์ที่มีโอกาสรับอานิสงส์จากการลงทุนรอบใหม่ของประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความต้องการสินเชื่อและสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติยังเน้นการลงทุนระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับการศึกษาข้อมูลและประเมินศักยภาพของประเทศก่อนตัดสินใจลงทุน ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศและนักลงทุนรายย่อยมีความเชื่อมั่นต่ำกว่ากลุ่มอื่น แต่ยังไม่อยู่ในระดับที่น่ากังวล เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนเน้นการซื้อขายระยะสั้น
Bond Yield พุ่งกดดันตลาด จับตาเฟดและความเสี่ยงโลก
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญในระยะสั้นคือ Bond Yield ที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญแรงขายทำกำไร โดยตลาดที่ปรับขึ้นมาก่อนหน้ามีโอกาสถูกขายเพื่อล็อกกำไร รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงมากกว่า 2% ในช่วงที่ผ่านมา
นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามความขัดแย้งระหว่างประเทศและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) แม้ตลาดคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยอีกเพียงครั้งเดียวในปีนี้ แต่การเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังอาจสร้างความผันผวนต่อมูลค่าหุ้นและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย
ส่วนความกังวลเรื่องฟองสบู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯยังไม่น่ากังวลมากนัก โดยชี้ว่าระดับ P/E ของตลาดเมื่อไม่รวมกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ Magnificent Seven ยังต่ำกว่า 20 เท่า
น้ำท่วมกระทบกำลังซื้อ แต่ยังไม่เปลี่ยนภาพลงทุน
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศ FETCO ประเมินว่าผลกระทบโดยรวมยังมีแนวโน้มจำกัดเมื่อเทียบกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 เนื่องจากปีนี้สถานการณ์เกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูฝน ขณะที่ปี 2554 เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นฤดูฝน
ข้อมูลที่ได้รับระบุว่า เขื่อน 32 แห่งมีปริมาณน้ำประมาณ 82% ของความจุ เทียบกับ 94% ในช่วงที่ใช้เปรียบเทียบ จึงยังมีพื้นที่รองรับน้ำได้อีก อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามสถานการณ์น้ำและผลกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างใกล้ชิด
แม้น้ำท่วมจะส่งผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนบางแห่งโดยตรง และอาจกดดันกำลังซื้อของประชาชนทางอ้อม แต่ประเมินว่าผลกระทบไม่น่ารุนแรงหรือยืดเยื้อจนเปลี่ยนแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในภาพรวม
