ตลท.ลุ้น!!! หลังจบงาน ใหญ่ “เจ้าภาพประชุม IMF-เวิล์ดแบงก์ ” ฟันด์โฟลว์ไหลกลับ หลัง2 สัปดาห์ ผันผวนขายต่อเนื่องเหตุ Bond Yield พุ่งเกิน 5 %

Categories : Update News, Stock Market

Public : 08/10/2026

ตลท.ลุ้น!!! หลังจบงาน ใหญ่ “เจ้าภาพประชุม IMF-เวิล์ดแบงก์ ” ฟันด์โฟลว์ไหลกลับ หลัง2 สัปดาห์ ผันผวนขายต่อเนื่องเหตุ  Bond Yield พุ่งเกิน 5 % กด หุ้นทั้งโลก   ลุ้นไทยดึงเงินทุนระยะยาว–เร่งนโยบายให้เกิดจริง สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า   แรงขายของนักลวทุนต่างชาติในช่วง 2สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทยแต่เป็นทั้งโลก จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ปรับตัวขึ้นสูงกว่า 5% ซึ่งกดดันการลงทุน แต่ หุ้นไทยจากต้นปีถึงปัจจุบันต่างชาติยังซื้อสุทธิอยู่

อย่างไรก็ตามในอนาคตยังคาดหวังว่าจะเห็นฟันด์โฟลว์ไหลกลับเข้ามาลงทุนในประเทศไทย หลังจากจบ การจัดงานใหญ่ระดับโลก คือ การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF)และธนาคารโลก และเป็นการเป็นเจ้าภาพรอบที่ 2 ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยอยู่ในจอเรด้าของนักลงทุนมากขึ้น และใส่ของตลาดผมเองก็จะเข้าร่วมในหลายๆMeetingเพื่อนำเสนอความพร้อมของตลาดทุนไทย ในการรับมือกับการระดมทุนเพื่อการเติบโตรอบใหม่ของเศรษฐกิจไทย

“ ในระยะยาว ตลท.มองว่าประเด็นสำคัญคือการดึงดูด “นักลงทุนระยะยาว” ให้เข้ามาลงทุนในตลาดทุนไทย ซึ่งเป็นเงินทุนที่เข้ามาถือครองสินทรัพย์และลงทุนบนพื้นฐานของปัจจัยพื้นฐาน มากกว่าการเข้ามาเก็งกำไรระยะสั้น โดยเงินทุนประเภทนี้จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของตลาดหุ้นไทยอย่างยั่งยืน“ นายอัสสเดชกล่าว

 

นอกจากนี้ จากการเดินทางโรดโชว์ร่วมกับนายกรัฐมนตรี รวมถึงการพบปะนักลงทุนต่างประเทศและสถาบันการเงินไทย พบว่านักลงทุนยังมองเห็นศักยภาพของประเทศไทย และต้องการเห็น “โอกาสการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว” โดยเฉพาะการผลักดันนโยบายต่าง ๆ ให้สามารถเกิดขึ้นจริง

“ การโรดโชว์ที่นครนิวยอร์ก ช่วงแรกมีความกังวลว่าจะมีนักลงทุนให้ความสนใจประเทศไทยมากน้อยเพียงใด แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับมีนักลงทุนเข้าร่วมจำนวนมาก รวมถึงผู้บริหารระดับ CEO ของกองทุนขนาดใหญ่ ซึ่งบางกองทุนมีขนาดสินทรัพย์ใหญ่กว่า GDP ของไทยถึง 2–3 เท่า และเดินทางมาพบด้วยตัวเอง พร้อมตั้งคำถามเกี่ยวกับทิศทาง กลยุทธ์ และนโยบายของประเทศไทย และการที่นักลงทุนระดับโลกให้ความสนใจและต้องการรับฟังทิศทางประเทศไทยโดยตรง ถือเป็นสัญญาณที่ดี สะท้อนว่านักลงทุนยังมองเห็นศักยภาพและโอกาสการเติบโตของไทยในระยะยาว

นายอัสสเดช กล่าวว่า สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญในขณะนี้ ไม่ใช่เพียงการประกาศนโยบาย แต่ต้องการเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเม็ดเงินลงทุนที่ยื่นขอรับการส่งเสริมผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ต้องสามารถเข้ามาลงทุนจริง และสร้างผลผลิตหรือ Supply Chain ให้กับประเทศไทย รวมถึงสร้างและพัฒนาบุคลากรได้อย่างรวดเร็ว

นายฉัตรชัย ทิศาดลดิลก CFA, FRM ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า SET Index เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 1,600 จุดได้เป็นส่วนใหญ่ ก่อนเผชิญแรงขายช่วงท้ายเดือน ท่ามกลางความกังวลจากสถานการณ์น้ำท่วม อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนโดยรวมยังอยู่ในวงจำกัด ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานในประเทศยังมีแรงสนับสนุน โดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch Ratings ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ประเทศไทยเป็น “มีเสถียรภาพ" (Stable) และคงอันดับความน่าเชื่อถือที่ BBB+ ขณะเดียวกันการลงทุนยังขยายตัวดี โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง สอดคล้องกับการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่ยังเติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ มาตรการภาครัฐเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งการเยียวยาและฟื้นฟูหลังน้ำท่วม การกระตุ้นเศรษฐกิจ และการลงทุน โดยระยะต่อไปยังต้องติดตามทิศทางดอกเบี้ยและ Bond Yield รวมถึงพัฒนาการของภาวะเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในช่วงที่เหลือของปี

 

ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนกันยายน 2569

• ณ สิ้นเดือนกันยายน SET Index ปิดที่ 1,559.01 จุด ปรับลดลงราว 2.3% จากเดือนก่อนหน้า แต่ปรับเพิ่มขึ้น 23.8% จากสิ้นปี 2568
• กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมและกลุ่มเทคโนโลยีให้ผลตอบแทนโดดเด่นในเดือนนี้ ขณะที่ตั้งแต่ต้นปี กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มทรัพยากรยังคงให้ผลตอบแทนนำตลาด
• ในเดือนกันยายน 2569 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวมของ SET และ mai อยู่ที่ 70,151 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และใน 9 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 69,942 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน    
• ในเดือนกันยายน 2569 ผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 26,328 ล้านบาท  ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงมียอดซื้อสุทธิสะสม 24,856 ล้านบาท

 

• ผู้ลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายที่ 57.0% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศ 29.1% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ และบริษัทหลักทรัพย์อยู่ที่ 6.7% และ 7.2% ตามลำดับ
• เดือนกันยายน 2569 มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน mai 1 บริษัท คือ บมจ.ฟร้อนท์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง (FLE)
• Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ระดับ 13.8 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 12.9เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 14.7 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ15.2 เท่า
• อัตราเงินปันผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ระดับ 4.4% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 2.9%