ไทยได้อะไรจากการเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 ?
Categories : Update News, Finance
Public : 18/10/2026สรุปประเด็นสำคัญจาก Bangkok Dialogue Notes และการแถลงข่าวของ
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงผลการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ ในฐานะเจ้าภาพการจัดงานครั้งนี้ว่า
รัฐบาลและภาคเอกชนได้กำหนดตัวชี้วัดร่วมกัน 3 เรื่อง ได้แก่ ดันศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยให้สูงกว่า 3% เพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP จากประมาณ 22% เป็น 30% และผลักดันประเทศไทยเข้าสู่ 20 อันดับแรกด้านความสามารถในการแข่งขันของโลก
นายเอกนิติ กล่าวว่า เหตุผลที่การลงทุนถูกยกเป็นหัวใจสำคัญ เพราะต่างจากการกระตุ้นผ่านการบริโภคที่ผลหมดไปในระยะสั้น การลงทุนสามารถสร้างสินทรัพย์ เพิ่มผลิตภาพ และสร้างรายได้กลับมาในอนาคต จึงเป็นฐานสำคัญของการเติบโตรอบใหม่ของประเทศ
ตลอดเกือบหนึ่งสัปดาห์ ไทยรวบรวมผู้แทนจากนานาชาติ ผู้กำหนดนโยบาย กระทรวง ธนาคารกลาง และภาคเอกชนเกือบ 20,000 คนไว้ในกรุงเทพฯ ได้มีเวทีการหารือทั้งอย่างเป็นทางการและนอกรอบราว 50 ครั้ง ในโอกาสนี้ไทยยังได้พร้อมสร้างช่องทางติดต่อโดยตรงกับผู้นำเศรษฐกิจและการเงินจากหลายประเทศด้วย และการมีส่วนร่วมกำหนดวาระเศรษฐกิจโลกร่วมกับ IMF และ World Bank Group และการวางบทบาทไทยเป็น Trusted Connector เชื่อมความร่วมมือจาก 191 ประเทศ
ขณะที่ โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ AI ที่สร้างทั้งโอกาสและความเสี่ยง ราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมและความเสี่ยงทางการคลัง ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
1. การช่วยเหลือประชาชนจากวิกฤตเฉพาะหน้าไม่เพียงพอ แต่ต้องสร้างทักษะ โอกาสในการทำงาน การเรียนรู้ตลอดชีวิต และระบบคุ้มครองทางสังคม เพื่อให้คนสามารถปรับตัวได้ในระยะยาว
2. ความไว้วางใจระหว่างประเทศต้องเริ่มจากคนในประเทศ การเปิดกว้างทางเศรษฐกิจและความร่วมมือกับต่างประเทศจะยั่งยืนได้ เมื่อประชาชนเห็นประโยชน์จริง และผลประโยชน์เหล่านั้นไม่ได้กระจุกอยู่กับคนเพียงบางกลุ่ม
3. ความสำเร็จของการค้าและการลงทุนไม่ควรวัดเพียงเม็ดเงินที่เข้ามา แต่ต้องดูว่าคนไทยได้ทักษะอะไร SMEs แข็งแรงขึ้นหรือไม่ และธุรกิจไทยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานโลกได้มากแค่ไหน
4. ความร่วมมือเล็ก ๆ สามารถต่อยอดสู่ความร่วมมือระดับโลก การเริ่มแก้ปัญหาร่วมกันในระดับภูมิภาคหรือเฉพาะเรื่อง จะช่วยสร้างความไว้วางใจและนำไปสู่ความร่วมมือที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต
5. ประเทศที่มีบทบาทระดับกลาง หรือ Middle Powers สามารถเชื่อมประเทศจากต่างภูมิภาคเข้าด้วยกัน โดยอาศัยสถาบันการเงินระหว่างประเทศช่วยสนับสนุนมาตรฐาน เงินทุน และการขยายผลความร่วมมือ
ไทยนำเสนอ 4 เสาหลัก
-
- Digital & AI ที่ทุกคนเข้าถึงได้ เป็น Small AI หรือ AI ขนาดเล็กที่ต้นทุนไม่สูงและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เช่น ‘นกกระซิบ’
- การค้าและการลงทุนที่สร้างความสามารถในประเทศ โดยกระจายความเสี่ยงด้านตลาด คู่ค้า และห่วงโซ่อุปทาน พร้อมเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนให้เป็นทักษะและความสามารถของคนไทย โดยเฉพาะโอกาสในห่วงโซ่อุปทาน AI ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ เซนเซอร์ ไปจนถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
3. เศรษฐกิจสีเขียวที่ช่วยลดความเสี่ยง ช่วยสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ไทยยกตัวอย่าง ASEAN Power Grid ที่สามารถเชื่อมไฟฟ้าพลังน้ำจากลาว ผ่านไทยและมาเลเซียไปยังสิงคโปร์ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานในภูมิภาค
4. สังคมอายุยืนที่ต้องมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ไทยเสนอให้เตรียมระบบการศึกษา การทำงาน สุขภาพ การออม และการคุ้มครองทางสังคม เพื่อให้ประชาชนไม่ได้เพียงมีอายุยืนขึ้น แต่ยังมีโอกาสและความมั่นคงตลอดช่วงชีวิต
ไทยนำเสนอ Bangkok Blueprint รับมือภัยการเงินดิจิทัล ไทยร่วมกับ IMF ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนา Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services เพื่อเสนอแนวทางรับมือมิจฉาชีพทางการเงิน ซึ่งเป็นปัญหาข้ามพรมแดนที่ประเทศใดประเทศหนึ่งไม่สามารถแก้ไขได้เพียงลำพัง
นายเอกนิติ กล่าวว่า หนึ่งในภาพที่ทรงพลังที่สุดของการประชุม คือการที่ นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF อัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ขึ้นกล่าวในที่ประชุมเต็มคณะ
“พระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 มีใจความว่า ประโยชน์และความสำเร็จอันดีงามไม่ได้เกิดขึ้นได้โดยลำพัง หากแต่ต้องค่อยๆ ปลูกฝัง สั่งสม และเสริมสร้างให้เข้มแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่องตามลำดับเวลา ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการพัฒนา และเป็นสิ่งที่ประเทศไทยพยายามนำเสนอต่อประชาคมโลกมาตลอด การที่หลักคิดนี้ถูกถ่ายทอดออกมาจากปากของผู้นำ IMF ต่อหน้าผู้แทนจากทั่วโลก แสดงให้เห็นว่าแนวทางการพัฒนาตามพระราชดำริได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นวาระระดับโลกแล้ว” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ กล่าวว่า หลังการประชุมฯ ไทยจะไม่ปล่อยเครือข่ายที่สร้างขึ้นให้จบไปพร้อมงาน โดยส่วนตัวเตรียมเดินทางต่อไปประชุมรัฐมนตรีคลัง APEC ที่ฮ่องกง และต้นปีหน้ารัฐบาลเตรียมนำ “ทีมไทยแลนด์” ทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม World Economic Forum ที่ดาวอส เพื่อรักษาแรงส่งด้านการลงทุนและความสัมพันธ์ที่สร้างขึ้นจากกรุงเทพฯ โดยเป้าหมายปลายทางคือการสร้างรากฐานเศรษฐกิจไทยรอบใหม่ผ่านการลงทุนในคนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบพลังงานรวมถึงการปรับประเทศให้รับมือโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้น
ตั้ง 3 เป้าหมายเศรษฐกิจไทยร่วมกับภาคเอกชน ได้แก่ เพิ่มศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาวให้มากกว่า 3% เพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP จากประมาณ 22% เป็น 30% และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้อยู่ใน 20 อันดับแรก
เปลี่ยนเงินลงทุนเป็นความสามารถของคนไทย ดร.เอกนิติย้ำว่า ไทยต้องไม่หยุดอยู่ที่การดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ แต่ต้องเปลี่ยน Capital ให้เป็น Capabilities ทั้งการพัฒนาทักษะแรงงาน การสร้างโอกาสให้ SMEs และการเพิ่มศักยภาพของคนไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก
