ผู้ว่าแบงก์ชาติ ชูนโยบายปีหน้ามุ่งแก้หนี้ครัวเรือน ดึงเอสเอ็มอีคุณภาพดีเข้าถึงสินเชื่อเพิ่ม 1 แสนล้านบาท ลดความเหลื่อมล้ำเพิ่มโอกาสคนตัวเล็กเข้าถึงสินเชื่อ

Categories : Update News, Finance

Public : 29/10/2026

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ( ธปท. ) กล่าวในการแถลงข่าว GovernorConnect: A Year in Review, Moving Forward ว่า ได้ตั้งเป้าหมายการทำงานในปี 2570 โดย ธปท.จะมุ่ง 3 ด้านหลักได้แก่

1 การแก้หนี้ครัวเรือน

2 การเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อเอสเอ็มอี ผ่าน Credit Portal กลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่

3 การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางเลือก (Alternative Data Exchange)

ควบคู่กับการส่งเสริมการแข่งขัน และการยกระดับกำกับดูแลธุรกิจ Non-bank ทุกประเภท ทั้งผู้ให้สินเชื่อ บริการชำระเงิน ธุรกิจแลกเปลี่ยนและโอนเงิน รวมถึงบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการให้ได้รับความเป็นธรรม ท่ามกลางธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและรูปแบบการดำเนินงานซับซ้อนมากขึ้น

สำหรับ หนี้ครัวเรือนพอปีหน้า ดีจีพีโตขึ้น ก็มีแนวโน้มลดลง ปีหน้าสิ่งที่จะทำคือการปรับสินเชื่อบางเช่น ลูกหนี้บัตรเครดิตที่ผ่อนมาดี 4-5 ปี จะช่วยคนแบบนี้ได้ยังไ หรือคนที่ติดหนี้ดอกเบี้ยค้างจ่าย 1 บาทพวกที่เครดิตเสียทางเทคนิคแบบนี้ก็จะค่อยหาทางแก้ลดจำนวนลงไป

       

ขณะที่การเข้าถึงสินเชื่อของ SME ตั้งเป้าหมายเป็น KPI เอาไว้ให้ SME คุณภาพดีเข้าถึงสินเชื่อได้ไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท และต้องทำให้ยอดสินเชื่อ SME โตเป็นครั้งแรก จากที่ติดลบต่อเนื่องนานถึง 17 ไตรมาส ซึ่งยอดสินเชื่อปกติของ SME  อยู่ที่ 4 แสนล้านบาท หากเพิ่มได้อีก 1 แสนล้านบาทจะทำให้สินเชื่อ SME เพิ่มเป็น 5 แสนล้านบาท เรื่องนี้ต้องได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการคลัง ธปท. กกร. แบงก์รัฐ ช่วยกันลงมือทำผ่าน 4 กลไกได้แก่ SMEs Credit Portal , กลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ ,  Alternative Data Exchange และ Promote more Competition

รวมถึงการยกระดับการเข้าไปกำกับ Non bank ทุกประเภท ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการมากกว่า 3 พันราย ครอบคลุมใบอนุญาติหลายกลุ่ม ทั้ง lending  , payment  และ FX  ให้คลอบคลุมความเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจและสอดคล้องกับความเสี่ยงสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ใช้งาน

ขณะเดียวกัน ธปท. อยู่ระหว่างเตรียมออกประกาศและเปิดรับฟังความคิดเห็นอีก 5 มาตรการ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 ถึงเดือนมีนาคม 2570 ได้แก่ การกำกับการซื้อขายทองคำด้วยเงินสดเกิน 10 ล้านบาท การกำกับธุรกิจ Buy Now Pay Later การลดค่าตรวจเครดิตบูโร การกำกับ THB Stablecoin และการยกระดับธุรกิจ Money Changer รวมถึงเตรียมออกโครงการ SMEs Credit Portal ในเดือนมกราคม 2570 เพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลางเชื่อมระหว่างผู้ประกอบการและผู้ให้สินเชื่อ

นายวิทัย กล่าวว่า ในปีหน้า ธปท. จะปรับยุทธศาสตร์ขององค์กรจากการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจเป็นหลัก มาเป็นการให้ความสำคัญกับการช่วย ประคับประคองเศรษฐกิจ ให้เติบโตได้ในระดับใกล้เคียงเสถียรภาพ ผ่านการทำมาตรการการเงินเฉพาะจุดเแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 เรื่อง ซึ่งเป็นผลงารสำคัญที่ ธปท. ได้ทำมาในช่วง 1 ปีแรกของการรับตำแหน่ง ผู้ว่า ธปท. ซึ่งในด้านนโยบายการเงินในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาได้ลดดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้ง จาก 1.50% เหลือ 1.00% รวมถึงเข้าไปบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนในเชิงรุกเพื่อลดความผันผวน

นอกจากนี้ ได้เข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านการกำกับสถาบันการเงิน ใน 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ หนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ความเป็นธรรมในการใช้บริการทางการเงิน รวมถึงการป้องกันเงินเทาและการทุจริต ผ่านการออก 18 มาตรการ โดยมีตัวอย่างสำคัญ ดังนี้

      1. แก้หนี้ครัวเรือน เช่น โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ร่วมกับ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) เพื่อช่วยลูกหนี้รายย่อยที่เป็น NPL ไปแล้วกว่า 182,000 บัญชี จากเป้าหมาย 200,000 บัญชี ในปีนี้  และการคงอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำ (Minimum Payment) ของบัตรเครดิตที่ 8% ซึ่งช่วยคงสภาพคล่องให้ลูกหนี้ประมาณ 2,000,000 บัญชี
      2. การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs เช่น โครงการ “SMEs Credit Boost” ซึ่งเป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงด้านเครดิต มียอดปล่อยสินเชื่อไปแล้วกว่า 80,000 ล้านบาท บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ และโครงการ “SMEs Secure Plus” เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ SMEs โดยผ่อนปรนให้สถาบันการเงินพิจารณาหลักประกันอื่นๆร่วมกับกระแสเงินสด
      3. Fairness การใช้บริการทางการเงิน เช่น ลดค่าธรรมเนียมบริการทางการเงิน 19 รายการ ครอบคลุมบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกรรมการชำระเงิน และสินเชื่อ SMEs ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายลูกค้ารายย่อยและ SMEs ได้ถึง 8,000 ล้านบาทต่อปี
      4. เงินเทา/คอร์รัปชัน (ผ่านระบบการเงิน) เช่น การกำกับธุรกรรมเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาท ขึ้นไป ซึ่งพบว่าหลังออกมาตรการมูลค่าการถอนเงินสดลดลงกว่า 57% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2569 การกำหนดให้ร้านทองต้องรายงานข้อมูลเมื่อมีการถอนทองคำ (Physical Gold) ตั้งแต่ 2 กิโลกรัมต่อวัน ส่งผลให้ธุรกรรมดังกล่าวลดลงกว่า 85% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2569 ตลอดจนได้จัดทำ Framework for Safeguarding the Financial Sector from Illicit Activities และผลักดัน Bangkok Blueprint ร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ในงานประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ที่ผ่านมา