กรุงไทยผนึกตลาดหลักทรัพย์ฯ ปั้นตลาดคาร์บอนเครดิต ดึง Grab–การบินไทยร่วมวง เล็งเปิดประมูล Q2/70

Categories : Update News, Finance, ESG News

Public : 04/11/2026

กรุงไทยจับมือตลาดหลักทรัพย์ฯ และพันธมิตรธุรกิจ พัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตไทย ดึง Grab–การบินไทย–ACEIS–DriverAI สนใจเป็นผู้ซื้อในอนาคต เตรียมเปิดแพลตฟอร์มประมูลไตรมาส 2/2570 ภายใต้โครงการเมืองคาร์บอนต่ำที่ธนาคารโลกสนับสนุนเงินกู้ 200 ล้านดอลลาร์ หวังดึงเงินทุนเอกชนลงทุนพลังงานสะอาด

ธนาคารกรุงไทย ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และพันธมิตรภาคธุรกิจ พัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตของไทย ภายใต้โครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน (Low Carbon Cities : LCC) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลก เพื่อสร้างช่องทางซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่โปร่งใส เชื่อมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกกับความต้องการซื้อของภาคเอกชน และเพิ่มโอกาสลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาด

ความร่วมมือดังกล่าวประกาศระหว่างการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 โดยมี Grab บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ACEIS Electric and Power และ DriverAI แสดงความสนใจเป็นผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตในอนาคต

ภายใต้ความร่วมมือนี้ กรุงไทยรับหน้าที่รวบรวมและเชื่อมโยงโครงการคาร์บอนเครดิตที่ผ่านเกณฑ์กับผู้ซื้อ ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ พัฒนาแพลตฟอร์มประมูลและค้นหาราคา เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อขาย

 

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ตลาดคาร์บอนเครดิตจะช่วยเปลี่ยนการลดก๊าซเรือนกระจกให้เป็นโอกาสสร้างรายได้และการลงทุนใหม่ โดยธนาคารร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ตลาดหลักทรัพย์ฯ และภาคเอกชน พัฒนาระบบข้อมูลดิจิทัลและกลไกซื้อขาย เพื่อลดต้นทุนธุรกรรม เปิดโอกาสให้โครงการขนาดเล็กเข้าถึงตลาด และขยายการซื้อขายไปสู่ระดับประเทศและต่างประเทศในอนาคต

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมเปิดแพลตฟอร์มประมูลคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจภายใน ไตรมาส 2 ปี 2570 เพื่อให้ผู้ซื้อและผู้ขายเข้าถึงกลไกซื้อขายที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ

แพลตฟอร์มดังกล่าวยังเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานรองรับตลาดซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคบังคับในอนาคต ตามร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปี 2569–2571

ด้าน นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า Grab สนใจเข้าร่วมโครงการในฐานะผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตที่ผ่านเกณฑ์ โดยที่ผ่านมาได้เปิดให้ผู้ใช้บริการร่วมสนับสนุนกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการ Green Programme ด้วยการบริจาคโดยสมัครใจ 1–2 บาทต่อเที่ยวการเดินทางหรือคำสั่งซื้อบนแพลตฟอร์ม

ขณะที่ นางเฉิดโฉม เทอดสถีรศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการเงินและการบัญชี บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การบินไทยสนใจเข้าร่วมในฐานะผู้ซื้อ พร้อมศึกษาแนวทางพัฒนาคาร์บอนเครดิตจากโครงการ LCC ให้มีคุณสมบัติตามมาตรฐาน CORSIA ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) เพื่อใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเที่ยวบินระหว่างประเทศในอนาคต

สำหรับโครงการ LCC ได้รับการสนับสนุนเงินกู้ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและพัฒนา (IBRD) ในกลุ่มธนาคารโลก ผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) โดยมีรัฐบาลไทยค้ำประกัน เพื่อสนับสนุนการลงทุนพลังงานหมุนเวียนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในทรัพย์สินภาครัฐทั่วประเทศ

กรุงไทยทำหน้าที่ประสานงานและบริหารจัดการโครงการ รวมถึงรวบรวมโครงการขนาดเล็กเพื่อพัฒนาคาร์บอนเครดิต พร้อมนำระบบดิจิทัลมาใช้ตรวจวัด รายงาน และทวนสอบผลการลดก๊าซเรือนกระจก (dMRV) โดยแผนงานโครงการแบบกลุ่มได้ขึ้นทะเบียนกับมาตรฐาน Gold Standard แล้ว

อย่างไรก็ตาม คาร์บอนเครดิตต้องผ่านการตรวจสอบ ทวนสอบ และได้รับการออกเครดิตตามมาตรฐานก่อนนำมาจำหน่าย ขณะที่การแสดงความสนใจของภาคเอกชนยังไม่ถือเป็นการยืนยันการซื้อขาย

ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวของการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตไทย โดยมีเป้าหมายสร้างรายได้จากการลดก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มแรงจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนในโครงการพลังงานสะอาดและเมืองคาร์บอนต่ำมากขึ้น