ออมสิน ธอส. ประสานมือปล่อยกู้โครงการโซล่าร์ภาคประชาชน มั่นใจคนไทยได้ประโยชน์ ผู้ประกอบการไม่มีภาระค้ำประกันอย่างที่คิด
Categories : Update News, Finance
Public : 05/11/2026นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงโครงการโซล่าร์ภาคประชาชนว่า เป็นนโยบายที่ดีมีวัตถุประสงค์ลดค่าครองชีพจากค่าไฟที่สูงขึ้น ล่าสุดยอดลงทะเบียนจากทั่วประเทศต่อเนื่องและมียอดลงทะเบียนใกล้ 1 แสนราย และยังมีเวลาถึง 31 มกราคม 2570
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า โครงการโซล่าร์ภาคประชาชน จะรับซื้อไฟฟ้าคืนจากประชาชน หน่วยละ 2.20 บาท นานถึง 20 ปี ผ่อนหมดปีที่ 8 ประหยัดแบบก้าวกระโดด เกือบ 2,000 บาทต่อเดือนยาวไปถึงปีที่ 20 ซึ่งผู้ที่ลงทะเบียนไปก่อนหน้านี้ให้รอการไฟฟ้าเข้าไปตรวจสถานที่ว่าเหมาะสมจะติดตั้งได้หรือไม่ หากผ่านเกณฑ์แรกแล้วจึงจะให้เลือกธนาคารที่อยากจะขอใช้สินเชื่อ ซึ่งมีธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ที่ร่วมปล่อยสินเชื่อในโครงการนี้ ซึ่งทุกธนาคารมีเงื่อนไขในการให้สินเชื่อเหมือนกัน ดังนั้นประชาชนผู้กู้สามารถเลือกธนาคารที่สะดวกใช้บริการได้ตามความเหมาะสม
ทั้งนี้ ในปีที่ 1-7 ช่วงผ่อนธนาคาร ประหยัด 799 บาทต่อเดือน ปีที่ 8-20 ผ่อนหมดแล้ว ยังขายไฟได้ ประหยัดได้ 1,968 บาทต่อเดือน และปีที่ 21-25 แม้หมดสัญญาขายไฟแล้ว ยังช่วยประหยัดค่าไฟได้ 1,176 บาทต่อเดือน ถ้าใช้ไฟเหมือนเดิมตลอด 25 ปี จะประหยัดเงินได้ราว 445,000 บาท
“โครงการนี้คือการเอาแสงแดดที่ได้ฟรีมาเปลี่ยนเป็นเงิน คนที่ไม่เหมาะจะติดโซล่าร์เซลคือคนที่ใช้ไฟน้อยกว่า 3,000 บาทต่อเดือน แต่ถ้าใช้ไฟเกิน 3,000 - 4,000 บาทต่อเดือนจะได้ประโยชน์มาก “
ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า โครงการนี้ไม่ปล่อยกู้แต่ประชาชน แต่ธนาคารรัฐที่เข้าร่วมโครงการ เช่น ธอส. และออมสินยังดูแลถึงผู้ประกอบการที่ให้บริการติดตั้งผ่านการขึ้นทะเบียน หรือ ( Vendor List) จากการไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ที่ขาดสภาพคล่องด้วย ให้สามารถขอสินเชื่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพนำไปเป็นทุนหมุนเวียนในการซื้อของ จ่ายค่าแรงให้พนักงานอีกด้วย
“ ปลัดกระทรวงการคลัง อยากให้ธนาคารรัฐเข้ามาช่วยดูแลทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ ว่ามีจุดอ่อนตรงไหน ที่ต้องเข้าไปช่วยให้โครงการนี้เดินหน้าตาามเป้าหมายที่ตั้งไว้ “
สำหรับประเด็นเรื่อง หนังสือค้ำประกัน (Bank Guarantee - BG) หรือหลักประกัน ที่ให้ผู้รับเหมาต้องวางหลักประกัน 50,000 บาท ทุกการติดตั้ง 1 หลังคาเรือน และอีก 10,000 บาท เพื่อเป็นหลักประกันในการเข้าซ่อมบำรุงปีละ 1 ครั้งตลอด 7 ปี นั้น ไม่ใช่เป็นการนำเงินสดมาวาง แต่เป็นการให้ผู้ประกอบการไปซื้อหนังสือค้ำประกัน (Bank Guarantee - BG) ซึ่งผู้รับเหมาต้องเอาหลักประกันมาวางและให้แบงก์ออกหนังสือแบงก์การันตีให้ เสียค่าธรรมเนียมประมาณ 0.5% - 1.0 % ของมูลค่าหลักประกันที่ออก หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายแค่ปีละ 500 บาทเท่านั้น
ซึ่ง ธอส. ไม่มีบริการนี้ แต่สามารถขอใช้บริการนี้ได้จากธนาคาร ออมสิน และธนาคารพาาณิชย์ได้ หรือกรณีที่ไม่มีหลักประกัน ก็สาามารถเข้าโครงการ บสย. Solar Plus ซึ่งมีกรอบวงเงินค้ำประกันรวมประมาณ 1,400 ล้านบาทได้
ที่สำคัญเงินหลักกประกัน 50,000 บาท จะคืนให้เมื่อติดตั้งเสร็จและเดินกระแสไฟได้เรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องรอนานถึง 6 เดือนเพราะเมื่อได้เงินหลักประกันเก่าคืนแล้วก็สามารถใช้หลักประกันนี้ไปรับติดตั้งบ้านใหม่ได้
ส่วนเงินประกัน 1 หมื่นบาทที่ต้องเก็บไว้นาน 7 ปี เพื่อให้มั่นใจว่า ผู้ประกอบการจะดูแลประชาชนตลอด 7 ปีหากทิ้งงานหรือไม่เข้าซ่อมบำรุงตามที่ตกลงได้ก็จะยืดหลักประกันเพื่อนำเงินนี้ไปว่าจ้างผู้ประบการราายอื่นให้เข้าไปดูแลประชาชนแทน
