บางจากกำไร 9 เดือนพุ่ง 2.82 หมื่นล้าน โตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รับแรงหนุนธุรกิจโรงกลั่น–SAF

Categories : Update News, Stock Market, Energy

Public : 05/11/2026

บางจากโชว์ผลงาน 9 เดือนแรกปี 2569 รายได้ทะลุ 5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% กำไรส่วนบริษัทใหญ่ 28,232 ล้านบาท รับอานิสงส์ค่าการกลั่นสูงขึ้น ธุรกิจพลังงานชีวภาพเติบโต พร้อมรับรู้ผลจาก SAF, Bangchak Hong Kong และการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจรวมราว 9,000 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 3 กำไรแตะ 9,849 ล้านบาท แม้ชะลอกำลังกลั่นศรีราชา 28 วัน

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP รายงานผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2569 เติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีรายได้จากการขายและบริการ 508,377 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) 66,683 ล้านบาท และกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 28,232 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 19.24 บาท

ผลประกอบการที่เติบโตได้รับแรงหนุนจากธุรกิจโรงกลั่นและการตลาดที่ปรับตัวดีขึ้นตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงการเพิ่มกำลังการกลั่นของโรงกลั่นบางจาก ศรีราชา ตลอดจนการรับรู้ผลจากธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) บริษัท Bangchak Hong Kong Limited (BHK) และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานร่วมกัน (Synergy) รวมประมาณ 9,000 ล้านบาท

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เปิดเผยว่า การเติบโตดังกล่าวสะท้อนผลจากการบูรณาการธุรกิจตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่โรงกลั่น การตลาด พลังงานชีวภาพ ไปจนถึงธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มบริษัทในระดับภูมิภาค ไตรมาส 3 กำไร 9,849 ล้าน แม้หยุดปรับปรุงโรงกลั่น 28 วัน สำหรับผลประกอบการไตรมาส 3/2569 บางจากมีรายได้ 182,296 ล้านบาท EBITDA 22,920 ล้านบาท และกำไรส่วนบริษัทใหญ่ 9,849 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 6.73 บาท

แม้ EBITDA ลดลง 12% จากไตรมาสก่อน แต่ยังเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการชะลอตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนเกิดจากการลดกำลังกลั่นตามแผนของโรงกลั่นบางจาก ศรีราชา เป็นเวลา 28 วัน เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพหน่วยกลั่น รวมถึงผลขาดทุนจากสัญญาป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Oil Hedging) ธุรกิจโรงกลั่น–การตลาด โตเด่น รับค่าการกลั่นสูงขึ้น

นางสาวภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน เปิดเผยว่า กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ มีรายได้รวม 415,376 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% และ EBITDA 43,741 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% โดยมีปัจจัยสำคัญจากผลประกอบการแต่ละธุรกิจ ดังนี้

ธุรกิจโรงกลั่น มีรายได้ 444,794 ล้านบาท และ EBITDA 35,946 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลให้ค่าการกลั่นพื้นฐานหลังปรับผลกระทบจากมาตรการลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่นอยู่ที่ 18.10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

โรงกลั่นทั้งสองแห่งมีกำลังการผลิตเฉลี่ยรวม 271,600 บาร์เรลต่อวัน พร้อมรับรู้กำไรจากสต็อกน้ำมันและการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ 7,776 ล้านบาท แม้มีผลขาดทุนจาก Oil Hedging 15,242 ล้านบาท

ขณะที่หน่วยผลิต SAF ซึ่งเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนพฤษภาคม 2569 สร้าง EBITDA 1,957 ล้านบาท มีกำลังการผลิตเฉลี่ย 6,700 บาร์เรลต่อวัน และยอดจำหน่ายสะสม 92.8 ล้านลิตร

ธุรกิจการตลาด มีรายได้ 354,652 ล้านบาท และ EBITDA 6,534 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48% โดยค่าการตลาดสุทธิอยู่ที่ 0.92 บาทต่อลิตร ซึ่งได้รับแรงหนุนจากกำไรสต็อกน้ำมันเป็นหลัก หากไม่รวมรายการดังกล่าว ค่าการตลาดโดยรวมยังทรงตัว

นอกจากนี้ ยังเริ่มรับรู้ EBITDA จาก Bangchak Hong Kong จำนวน 656 ล้านบาทในไตรมาส 3 เป็นครั้งแรก ขณะที่เครือข่ายสถานีบริการน้ำมันในประเทศมี 2,194 แห่ง และส่วนแบ่งตลาดผ่านสถานีบริการอยู่ที่ 28.6% พร้อมเดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์น้ำมันพรีเมียม ดีเซล B20 และธุรกิจค้าปลีกภายในสถานีบริการ

ธุรกิจพลังงานชีวภาพ มีรายได้ 18,560 ล้านบาท และ EBITDA 2,193 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% จากยอดขายไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้นตามมาตรการส่งเสริมการใช้ B7 และ B20 รวมถึงยอดขายและราคาเอทานอลที่ปรับสูงขึ้น ตลอดจนการบริหารต้นทุนวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ธุรกิจค้าน้ำมัน–ทรัพยากรธรรมชาติ เติบโตต่อเนื่อง กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมันมีรายได้ 313,761 ล้านบาท และ EBITDA 1,644 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% จากปริมาณการซื้อขายน้ำมันภายในกลุ่มที่เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับกำลังการกลั่นและการจำหน่าย SAF รวมถึงรายได้จากธุรกิจขนส่งทางเรือที่ได้รับประโยชน์จากค่าระวางเรือในระดับสูง และกำไรจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างราคาน้ำมันล่วงหน้า

ส่วนกลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ มีรายได้ 29,009 ล้านบาท และ EBITDA 17,199 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% โดยได้รับแรงหนุนจากราคาขายเฉลี่ยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวที่เพิ่มขึ้น 35% และราคาก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น 29% ตามภาวะอุปทานพลังงานโลกที่ตึงตัว

ขณะที่ OKEA ปรับเพิ่มประมาณการผลิตปี 2569 เป็น 31,000–32,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน และคาดว่าแหล่งผลิต Bestla จะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 4 เร็วกว่ากำหนดเดิม

ธุรกิจไฟฟ้าโต 34% รับกำไรโรงไฟฟ้าสหรัฐฯ–ลาว กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานมีรายได้ 3,022 ล้านบาท และ EBITDA 4,696 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% โดยรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา 2,502 ล้านบาท จากค่าความพร้อมจ่ายที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Monsoon ใน สปป.ลาว จำนวน 297 ล้านบาท หลังเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ขณะที่ธุรกิจคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปรับราคาตามสัญญาและการให้บริการหน่วยผลิต SAF

ฐานะการเงินแข็งแกร่งขึ้น หนี้สินสุทธิต่อทุนลดเหลือ 0.91 เท่า ณ สิ้นงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 กลุ่มบริษัทบางจากมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 26,922 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 376,039 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 77,233 ล้านบาท จากสิ้นปี 2568

ขณะที่หนี้สินรวมอยู่ที่ 269,648 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54,984 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 106,391 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22,250 ล้านบาท โดยเป็นส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 86,088 ล้านบาท

ทั้งนี้ อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงมาอยู่ที่ 0.91 เท่า สะท้อนฐานทุนที่ปรับตัวดีขึ้น แม้กลุ่มบริษัทจะมีสินทรัพย์และหนี้สินเพิ่มขึ้นจากการขยายธุรกิจ

ประเด็นที่ต้องติดตาม ในช่วงที่เหลือของปี 2569 คือทิศทางค่าการกลั่นและราคาน้ำมันโลก ผลประกอบการจาก SAF และ Bangchak Hong Kong หลังเริ่มรับรู้รายได้ ตลอดจนการเพิ่มกำลังผลิตจากแหล่ง Bestla ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาระดับการเติบโตของบางจากในระยะต่อไป