สศช.เผย Q3/66 เอ็นพีแอลพุ่ง 1.52 แสนล้านบาท ดันหนี้ครัวเรือนแตะ 16.20 ล้านล้านบาท จับตาสินเชื่อบ้าน-รถยนต์เสี่ยง

Categories : Update News, Finance

Public : 04/03/2024

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4/2566 เผยจ้างงาน Q4/66 ปรับตัวดีขึ้น หนี้ครัวเรือน Q3/66 เอ็นพีแอลพุ่ง 1.52 แสนล้านบาท  ดันหนี้ครัวเรือนแตะ 16.20 ล้านล้านบาท จับตาสินเชื่อบ้าน-รถยนต์เสี่ยงตกชั้น

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4/2566 และภาพรวมปี 2566 ว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือน ข้อมูลล่าสุดของไตรมาส 3/2566 สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 90.9% มีมูลค่าหนี้อยู่ที่ 16.20 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสกก่อนหน้าที่ 16.09 ล้านล้านบาท หรือ 3.3% อย่างไรก็ตาม หนี้ครัวเรือนยังอัตราการเพิ่มขึ้น แต่ในทิศทางที่ชะลอตัวลง สะท้อนว่าครัวเรือนชะลอการก่อหนี้ในทุกสินเชื่อ

โดยเฉพาะสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ และสินเชื่อยานยนต์ คาดว่าเป็นผลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาตรการที่ออกหลักการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ได้เร่งให้ธนาคารพาณิชย์ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว เพื่อที่จะสร้างวินัยและความรอบคอบในการปล่อยสินเชื่อ ตามความต้องการลดปัญหาหนี้ครัวเรือนลง

“ในส่วนของสินเชื่อส่วนบุคคล โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับยังมีการขยายตัวที่ 15.6% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ 18% แม้จะชะลอตัวลง แต่มีการขยายตัวค่อนข้างสูง ดังนั้น ต้องมีการเข้าไปดูแลทั้งระบบเพื่อลดการก่อนหนี้ลง“นายดนุชา กล่าว

   

ทั้งนี้ ส่วนคุณภาพสินเชื่อพบว่าด้อยลงทุกประเภทสินเชื่อ จากข้อมูลธนาคารพาณิชย์ ณ ไตรมาส 3/2566 พบยอดคงค้างหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีมูลค่า 1.52 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.79% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนที่ 2.71% ขยายตัว 7.9% จาก 2.7% ในไตรมาสก่อน และคิดเป็นสัดส่วนต่อสินเชื่อรวมที่ 2.79% เพิ่มขึ้นจาก 2.71% ในไตรมาสก่อน

“เมื่อแยกประเภทสินเชื่อ โดยสินเชื่อบัตรเครดิตอยู่ที่ 3.34% สินเชื่อที่อยู่อาศัย 3.24% สินเชื่อส่วนบุคคลอื่นๆ 2.38% และสินเชื่อยานยนต์ 2.1%”นายดนุชา กล่าว

นายดนุชา กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของหนี้เสียในสินเชื่อยานยนต์ยังมีต่อเนื่อง โดยไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 40.9% เป็น 27.3% ในไตรมาส 3/2566 ขณะที่สินเชื่อบัตรเครดิตยังมีหนี้เสียเพิ่มขึ้น 13.6% จากไตรมาสก่อนที่ติดลบ 7.2% ด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัยอยู่ที่ 2.4% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ติดลบ 0.4% และสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นที่ 10.2% จากไตรมาสก่อนที่ 3% สะท้อนว่าหนี้เสียยังเพิ่มขึ้นค่อนข้างสูง

นอกจากนี้ หากพิจารณาหนี้ที่มีการค้างชำระ 1 – 3 เดือน (SMLs) พบว่า ภาพรวมสัดส่วน SMLs ต่อสินเชื่อรวมทรงตัวอยู่ที่ 6.7% แต่หนี้ SMLs ของสินเชื่อยานยนต์ยังคงอยู่ในระดับสูงและเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์คุณภาพหนี้ยานยนต์สอดคล้องกับข้อมูลสถิติการยึดรถยนต์ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในปี 2566 ที่เพิ่มขึ้นเป็น 25,000 – 30,000 คันต่อเดือนจากปี 2565 ที่อยู่ที่ประมาณ 20,000 คันต่อเดือน

“ดังนั้น ส่วนของสินเชื่อที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ (SML) ที่อาจจะกลายเป็นหนี้เสีย โดยสินเชื่อยานยนต์อยู่ที่ 14.55% และสินเชื่อที่อยู่อาศัย 4.45% ขณะที่สินเชื่อบัตรเครดิต 4.50% และสินเชื่อส่วนบุคคล 4.48 ในส่วนของธนาคารพาณิชย์ต้องติดตาม และนำเอากลุ่มเสี่ยงเร่งทำการปรับโครงสร้างหนี้ก่อนจะเป็นหนี้เสีย“นายดนุชา กล่าว

 

นายดนุชา กล่าวว่า ทั้งนี้ ประเด็นนี้ครัวเรือนที่ควรให้ความสำคัญ คือ 1.การติดตามผลของการบังคับใช้หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 มีมาตรการสำคัญประกอบไปด้วย การช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ลูกหนี้เรื้อรังสามารถปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น และการคุ้มครองสิทธิลูกหนี้

2. การเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องของสินเชื่อ ส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ สะท้อนให้เห็นถึงการขาดสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับประเภทที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน โดนหนี้เสียมีอัตราการขยายตัวสูงถึง 40.2% เนื่องจากเป็นสินเชื่อที่อนุมัติเร็วและง่าย แต่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อประเภทอื่น และเป็นทางเลือกในการกู้ยืมเพื่อเติมสภาพคล่อง

“และ 3.การติดตามการแก้ไขปัญหาหนี้นอก ต้องติดตามความสามารถในการไกล่เกลี่ยหนี้นอกระบบ หรือเปลี่ยนหนี้นอกระบบให้เป็นหนี้ในระบบ ซึ่งอาจต้องผ่อนปรนเงื่อนไขการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดอุปสรรคการให้กู้ยืมกับกลุ่มลูกหนี้นอกระบบที่เป็นกลุ่มที่มีเครดิตไม่ดีนัก รวมทั้งต้องมีการติดตามความสามารถในการจ่ายหนี้ของลูกหนี้นอกระบบอย่างต่อเนื่อง

อีกทั้งการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้ไม่แน่นอน ซึ่งรายงานการสำรวจการเข้าถึงบริการทางการเงินของคนไทย ในปี 2565 ของ ธปท. ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบกลุ่มดังกล่าวยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ สาเหตุมาจากฐานะทางการเงิน หรือรายได้ไม่เพียงพอ ไม่มีความรู้ความเข้าใจ และผลิตภัณฑ์ไม่ตอบโจทย์ความต้องการ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจก่อหนี้นอกระบบได้ในอนาคต

“ทั้งนี้ การติดตามการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย ระบุผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมแก้ปัญหาหนี้นอกระบบจำนวนมากถึง 1.43 แสนราย มูลหนี้รวม 10,261 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567)”นายดนุชา กล่าว

การจ้างงานปรับตัวดีขึ้นมากกว่าช่วงโควิด ว่างงานลดลง

นายดนุชา  กล่าวว่า การจ้างงานปรับตัวดีขึ้น โดยอัตราการว่างงานลดลงมาอยู่ที่ 0.81% หรือมีผู้ว่างงาน 3.3 แสนคน โดยลดลงทั้งผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อน และไม่เคยทำงานมาก่อน

ส่วนผู้มีงานทำ มีจำนวนทั้งสิ้น 40.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 1.7% โดยการจ้างงานในภาคเกษตร ขยายตัว 1.0% ส่วนการจ้างงานในสาขานอกภาคเกษตรกรรม ขยายตัว 2.0% โดยสาขาโรงแรม/ภัตตาคาร ขยายตัวสูงสุดที่ 8.0% จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่ภาพรวมปี 2566 อัตราการมีงานทำอยู่ที่ 98.68% เพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยผู้มีงานทำ มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 1.8% ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของการจ้างงาน ทั้งในและนอกภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะสาขาที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและสาขาก่อสร้าง ขณะที่อัตราการว่างงานโดยรวม ปี 66 อยู่ที่ 0.98% ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับปี 2562

นายดนุชา กล่าวว่า การที่การจ้างงานกลับมาเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงก่อนโควิด-19 แล้ว แต่ค่าจ้างแรงงานยังต่ำอยู่นั้น ภาครัฐควรมีมาตรการเพื่อช่วยเพิ่มความสามารถของแรงงาน เช่น การ Upskill reskill เพื่อให้มีทักษะที่สูงขึ้น และได้รับค่าจ้างสูงขึ้น และต้องไปหารือกับกระทรวงแรงงาน และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม