PTTGC คาดแนวโน้มราคาน้ำมันดิบดูไบปี 66 เฉลี่ย 85-90 เหรียญ จับตาพลังงานโลก หวังแผนกระตุ้นศก.จีน – ศก.โลกฟื้นหนุนกลุ่มเคมีภัณฑ์ปลายน้ำสดใส
Categories : Update News, Stock Market
Public : 14/11/2022PTTGC คาดแนวโน้มราคาน้ำมันดิบดูไบปี 66 เฉลี่ย 85-90 เหรียญ จับตาพลังงานโลก หวังแผนกระตุ้นศก.จีน - ศก.โลกฟื้นหนุนกลุ่มเคมีภัณฑ์ปลายน้ำสดใส ด้านงบ Q3/65 พลิกขาดทุน 13,384.17 ลบ.จากผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน-ค่าเงิน
บริษัท พีทีทีโกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า แนวโน้มธุรกิจในปี 66 บริษัทคาดการณ์แนวโน้มราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 66 เฉลี่ยอยู่ที่ 85-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
โดยสำนักงานพลังงานสากล (EIA) คาดการณ์การเติบโตของความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลก ในปี 66 เพิ่มขึ้น 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวันจากปริมาณความต้องการใช้ในปีนี้ไปอยู่ที่ระดับ 101.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้ ตลาดน้ำมันดิบยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในปีหน้า ทั้งสถานการณ์ขาดแคลนพลังงานโลก
รวมถึงยังต้องติดตามการฟื้นตัวของอุปสงค์โดยเฉพาะในจีน การเพิ่มขึ้นของอุปทานจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและชาติพันธมิตร รวมถึงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ
สำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของโรงกลั่น บริษัทคาดว่าสถานการณ์ราคาและส่วนต่างราคาของผลิตภัณฑ์ในปี 66 มีแนวโน้มอ่อนตัวลงจากในปีนี้ที่ส่วนต่างราคาอยู่ในระดับสูงจากอุปทานที่ตึงตัวเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในทวีปยุโรป โดยบริษัทคาดการณ์อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงกลั่นในปี 66 อยู่ที่ 101%
ด้านอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงอะโรเมติกส์ในปี 66 อยู่ที่ 91% เนื่องจากมีการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนของโรงอะโรเมติกส์ในช่วงไตรมาส 3/66 ส่วนผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีของโรงโอเลฟินส์ บริษัทคาดว่า ราคาผลิตภัณฑ์เอทิลีนจะอยู่ที่ 1,070-1,090 ดอลลาร์ต่อตัน ราคาผลิตภัณฑ์โพรพิลีนจะอยู่ที่ 1,030-1,050 ดอลลาร์ต่อวัน โดยจะได้รับความกดดันจากอุปทานใหม่ที่จะเข้ามาในตลาดโดยเฉพาะจากจีน โดยบริษัทคาดอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงโอเลฟินส์ในปีหน้าจะอยู่ที่ 89% เป็นต้น
สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ตลาดของผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ บริษัทฯ คาดว่าอุตสาหกรรมปลายทางหลัก อาทิเช่น อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ อุตสาหกรรมก่อสร้างจะฟื้นตัวในปีหน้า โดยได้รับการสนับสนุนจากกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศจีน ในขณะที่อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์น่าจะเติบโตตามการเติบโตของเศรษฐกิจ
ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาส 3/65 ขาดทุน 13,384.17 ล้านบาท หรือ -291.06% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 7,005.21 ล้านบาท ขณะที่ 9 เดือนแรก ขาดทุน 7,784.24 ล้านบาท หรือ -118.65%
สำหรับไตรมาส 3/65 บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 181,536 ล้านบาท ลดลง 8% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 62% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้รวมปรับตัวลดลงเนื่องจากความกังวลต่อภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจโลก ที่ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ที่อ่อนตัวลง และราคาขายของผลิตภัณฑ์ที่ลดลงทั้งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเครมี
อย่างไรก็ตาม ไตรมาส 3/65 บริษัทมี Adjusted EBITDA อยู่ที่ 10,374 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 34% ตามทิศทางส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมีที่ปรับลดลง เนื่องจากอุปสงค์ผลิตภัณฑ์ที่ลดลง จากมาตรการปิดเมืองเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในจีน
รวมถึงกำลังการผลิตใหม่ที่เข้าสู่ตลาด ถึงแม้ธุรกิจจะได้รับปัจจัยกดดันจากปัจจัยท้าทายข้างต้น แต่บริษัทยังคงมีกำไรจากการดำเนินงานปกติ ไม่รวมผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันและรายการขาดทุนจากรายการมูลค่าสุทธิที่จะได้รับของสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ
รวมถึงผลขาดทุนทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยนและกำไรจากตราสารอนุพันธ์ทางการเงิน ผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยง รายการพิเศษอื่นๆ อยู่ที่ 813 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจได้ส่งผลให้เกิดความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ และอัตราแลกเปลี่ยนทางการเงิน ซึ่งส่งผลให้บริษัทรับรู้รายได้ที่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินงานปกติ ได้แก่ ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันและรายการขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ รวม 8,108 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังเกิดจากผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยง 2,111 ล้านบาท ซึ่งมีสาเหตุหลักจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจริงสูงกว่าราคาที่ทำประกันความเสี่ยงไว้ โดยเป็นการรับรู้ที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นผลขาดทุน 5,660 ล้านบาท และที่ยังไม่เกิดขึ้นเป็นผลกำไร 3,549 ล้านบาท ผลขาดทุนทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยน 4,426 ล้านบาท กำไรจากตราสารอนุพันธ์ทางการเงิน 1,128 ล้านบาท
ด้านผลประกอบการโดยรวมในไตรมาส 3/65 พบว่า กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้นมีผลประกอบการลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมปรับตัวลดลงจากอุปสงค์ที่หดตัวลงและความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่ปิโตรเลียมขั้นกลาง มีผลประกอบการลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากการอ่อนตัวลงของธุรกิจฟีนอลโดยเฉพาะบิสฟีนอลเอ ที่ได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมทางทางที่ยังอ่อยตัวรวมถึงกำลังการผลิตใหม่ในตลาด
ส่วนกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพและผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนมีผลประกอบการลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ของเมทิลเอสเทอร์และแฟตตี้แอลกอฮอล์ปรับลดลงตามอุปสงค์ที่อ่อนตัวลง
