คลัง!!!  เล็งเสนอออกพรก.เพิ่มอำนาจ ก.ล.ตทำหน้าสอบสวน-สืบสวนคดีหวังกำราบ!!คดีโกงในตลาดหุ้น-แบไต๋ออก ‘พันธบัตร สเตเบิลคอยน์’ หมื่นล้าน 

Categories : Update News, Stock Market

Public : 30/01/2025

 คลัง!!!  เล็งเสนอ ออก พรก.เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต ทำหน้าสอบสวน-สืบสวนคดีความผิดตลาดทุนที่มีมูลค่าความเสียหายสูง ส่งผลกระทบวงกว้าง!! หวังยกระดับการบังคับใช้กฎหมายนำคนทำผิดลงโทษเร็ว6-7เดือนปิดคดี !!!พร้อมจี้ ก.ล.ต เร่งพัฒนาดิจิทัลแอสเสทหลังมีพรก.เรื่องนี้มานานแต่ยังช้ากว่าประเทศอื่น-แบไต๋คลังจะออกโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment Token)หมื่นล้าน

เมื่อวันที่ 30ม.ค 2568 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต) แผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. ปี 2568 – 2570 โดยมี

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลังได้ พูดในประเด็น " การพัฒนาตลาดทุนไทยเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ " ว่า   ต้องการเห็นการดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อเป็นส่วนในการสร้าง trust & confidence ในตลาดทุนของไทย มี 2 เรื่อง คือ 1. กระบวนการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับผู้กระทำผิด และดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดในระยะเวลาที่รวดเร็วขึ้น ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลัง และ ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายร่วมกันในการเพิ่มอำนาจให้ ก.ล.ต.สามารถบังคับใช้กฎหมายได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่มีผลกระทบในวงกว้าง หรือ High Impact

" ในประเด็นนี้ อาจจะต้องมีการ ออก พ.ร.ก.เพื่อเพิ่มอำนาจให้ ก.ล.ต. ทำหน้าที่สอบสวน สืบสวน และรวบรวมสำนวนในคดีเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ ซึ่งกระทรวงการคลัง เตรียมเสนอครม.ภายใน 2 สัปดาห์ โดย พ.ร.ก.จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายรวดเร็วขึ้นได้ 6-7 เดือน อย่างไรก็ก็ตามกรณีที่เป็นคดีเล็กก็ให้เป็นไปตามขบวนการปกติแต่ถ้าเป็นกรณีคดีใหญ่กระทบวงกว้างและทำให้ตลาดทุนขาดความเชื่อมั่น ก็จะต้อง มีอำนาจเข้าไปจัดการ ที่รวดเร็ว เพื่อป้องกันความเสียหายของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยด้วย ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้ หรือ asset ที่มีอยู่เหล่านั้น การ take action ต้องเร็วขึ้น "

2. การยกระดับการทำหน้าที่ของ Professional โดยเห็นว่าความรับผิดชอบเฉพาะแค่บุคคลอาจจะไม่เพียงพอหรือไม่ แต่ควรเป็นความรับผิดชอบของสำนักงาน รวมไปถึงความเข้มงวดในการตรวจสอบบัญชี ซึ่งนอกเหนือจากความรู้ที่มีในเรื่องการตรวจสอบบัญชีแล้ว จะต้องมีความเข้าใจใน industry Knowledge ด้วย ซึ่งจะต้องไปดูอย่างละเอียด เช่น กรณีบริษัทรับเหมาก่อสร้างหลักการลงบัญชี ต้องไม่ใช่ลงบัญชีว่าเป็นลูกหนี้แต่ต้องลงเป็นราบรับล่วงหน้า ซึ่งคนทำบัญชีจะต้องเข้าใจสภาพของอุตสาหกรรมนั้นๆด้วย

นายพิชัย กล่าวว่า  ยังอยากเห็น การพัฒนาเรื่องดิจิทัลเอสเสทซึ่งไทยนั้นมี พรก.เรื่องนี้ก่อนประเทศอื่นๆแต่กลับมีความล้าหลังมากกว่าซึ่ง ก.ล.ต จะหยิบมาดูและจะต้องต่อยอดให้ได้ แต่จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลนักลงทุนด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ ก็ยัง อยากเห็นบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) มีส่วนร่วม และมีบทบาทในการประกอบธุรกิจ และผลักดันอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล โดยไม่ต้องจัดตั้งบริษัทใหม่ เพราะมองว่า บล. มีจุดแข็งที่ใกล้ชิดกับผู้ลงทุน และอยู่ภายใต้พ.ร.บ.หลักทรัพย์ มีการกำกับดูแลจาก ก.ล.ต. และอยากเห็นการใช้สินทรัพล์ดิจิทัลที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมใหม่ที่สร้างมูลค่าให้เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย

" อยากเห็นบริษัทหลักทรัพย์ เข้ามามีบทบาทใน Digital asset โดยที่ไม่ต้องไปตั้ง บริษัทใหม่ ถ้าทำได้จะดียิ่งขึ้น มันจะช่วยสร้าง satisfied หรือ optimize ให้กับนักลงทุน และอีกสิ่งคือเมื่อจะทำ Digital asset จะกลัวไปหมด รัฐบาลก็กลัว ดังนั้นจึงคิดว่า อยากเห็นว่าเมื่อจะทำ ต้องให้เกิดความสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้ลงทุน กับการพัฒนาไปสู่นวัตกรรมใหม่ ถ้าเราไม่กล้าทำ ก็ไม่เกิด ดังนั้นอาจทำผ่าน sandbox ในพื้นที่จำกัดหรือพื้นที่ทดลอง ด้วยจำนวนที่น้อย และอย่าไปสร้างเงื่อนไขที่เข้มงวด สามารถหยิบผลจากการทดสอบนี้ขึ้นมาทำต่อได้ Gold Standard ไม่ได้เกิดภายในวันเดียว ต้องมีการทดลองก่อน" รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าว

นายพิชัย กล่าวว่า กระทรวงการคลัง เล็งออกโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment Token)  หรือ  'พันธบัตร สเตเบิลคอยน์'  ที่อิงพันธบัตรรัฐบาล  โดยเป็นการนำเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล มาประยุกต์ใช้กับการออกพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งกระทรวงการคลังมีการออกพันธบัตรรัฐบาลอยู่แล้วในทุกปี โดยในเฟสแรก จะเป็นการออกเป็นรูปแบบ Investment Token ที่ประชาชนทั่วสามารถเข้าถึงได้ และอยู่ในแพลตฟอร์ม ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนารูปแบบของระบบที่จะมารองรับ ทำให้พันธบัตรรัฐบาลมีสภาพคล่องมากขึ้น จากรูปแบบดั้งเดิมที่นักลงทุนที่ซื้อพันธบัตรรัฐบาลส่วนใหญ่ เป็นนักลงทุนสถาบัน โดยวงเงินเบื้องต้นอยู่ราว 1 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในปีนี้

ส่วนในเฟสที่ 2 จะพัฒนาไปสู่รูปแบบที่คล้ายกับ Stable Coin ที่มีการอ้างอิงกับพันบัตรรัฐบาล และสามารถนำมาใช้จับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าและบริการได้ โดยจะเป็นโครงการในอนาคต อย่างไรก็ดี ในเฟสที่ 2 อาจจะต้องปรึกษาหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเรื่องของการนำมาใช้จ่ายแทนเงิน แต่คาดว่าจะไม่มีปัญหาติดขัดอะไร เพราะเป็นโครงการของรัฐบาลที่ทำออกมา และมีความน่าเชื่อถือได้

นายพิชัย ยังกล่าวถึงการผลักดันประเทศไทยไปสู่ Finance Hub โดยมองว่า เป็นโอกาสของประเทศไทยในการดึงดูดบริษัทชั้นนำจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในไทย แต่กระทรวงการคลัง ยังมองความเสี่ยงในบางจุดที่ต้องระมัดระวัง โดยช่วงแรก อาจเป็นการให้สถาบันการเงินจากต่างชาติเข้ามาดำเนินธุรกิจในไทย แต่ให้บริการเฉพาะลูกค้าต่างชาติเท่านั้น ซึ่งเป็นการทดลองในช่วงแรก ก่อนที่จะขยายการบริการให้กับลูกค้าในประเทศ ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลัง ยังมีความตั้งใจอยากดึงบริษัทชั้นนำของไทยที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นต่างประเทศ เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยด้วยเช่นกัน เพื่อสร้างความน่าสนใจให้กับตลาดหุ้นไทยมากขึ้น

"อยากจะชักชวนสถาบันการเงินจากต่างประเทศย้ายฐานมาที่ไทย เรามองว่าประเทศไทยมีความเหมาะสม ใครก็อยากมา ดังนั้นจะให้เขาทำเฉพาะธุรกิจที่เป็น non resident ก่อน ไม่รับลูกค้าไทย เมื่อทำแบบนี้ จะใช้กฎหมายที่ไหนก็แล้วแต่ ก็ทำได้เลย แต่มีออฟฟิศอยู่ที่ไทย รวมทั้งเป็น regional head office ที่ไทยด้วย สิ่งที่ตามมาคือ การฝึกทักษะ Upskill reskill เด็กที่จบใหม่ คุ้นเคยกับสิ่งที่ทำนอกประเทศ ก่อนย้ายเข้ามาเป็นตลาดในประเทศ ซึ่งจะเป็นเฟสต่อไป ในกฎหมายนี้ เราจะทำให้เขามีความสะดวกขึ้น คล้าย ๆ One stop Authority เหมือนเป็น Super license เร่งให้เร็วขึ้น"

ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานกรรมการ ก.ล.ต. กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายของสำนักงานกลต.พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะหากดูผลการบังคับใช้กฎหมายในปี2567จะเห็นว่า สามารถลงโทษผู้กระทำผิดคดีเเกี่ยวกับตลาดทุนได้ดีกว่าปีก่อน ประมาณ 30%และเป็นเป้าหมายสำคัญว่าภายใน1ปีการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ทำผิดจะต้องแล้วเสร็จ ซึ่งเราก็ได้ทำงงานประสานควาร่มมือกับหน่วยงานต่างๆที่กี่ยวข้อง เพื่อยกระดับและเรียกความเชื่อมั่นคืนกลับมาต่อตลาดทุนไทย

"ที่ผ่านมาจะเห็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กลต.และตลาดหลักทรัพย์เร็วและดีขึ้นจากก่อนหน้าการประสานความเรื่องมือเกี่ยวกับการกระทำผิดนั้นมีช่องเวลา 6เดือนแต่ตอนนี้คือว่าเรียลไทม์แล้วและทำให้การดำเนินการกับผู้ที่มีเจตนาเข้ามาโกรงในตลาดได้เร็วขึ้น " ประธานกรรมการ ก.ล.ตกล่าว

นอกจากนี้ยังอยู่ในระหว่างการปรับแก้กฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจให้ก.ล.ต.สืบสวน สอบสวนคดีตลาดทุนได้ ด้วย รวมถึงการออกกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการจำนำหุ้นของผู้บริหารและผู้ถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนที่จะเกิดขึ้นในเร็วนี้ ซึ่งการทำในประเด็นเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับและสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนไทย

ด้าน นายธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวถึงกรณีที่จะมีการออก พ.ร.ก เพิ่มอำนาจ สำนักงานในการทำหน้าที่สอบสวนและสืบสวนคดีเกี่ยวกับตลาดทุน ว่า ทางสำนักงานก็ต้องเตรียมระบบให้พร้อมรองรับการทำหน้าที่สอบสวนสืบสวนคดี ซึ่งในขณะนี้ได้มีการเปิดรับสมัครผู้ที่มีความชำนาญในการสืบสวนสอบสวน คดีเกี่ยวกับอาญา ส่วนคดีตลาดทุนนั้น ทางสำนักพร้อมรับได้ ซึ่งในการทำงานก็จะต้องหารือกับหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับคดีร่วมด้วย ทั้งกรมสสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ปปง.เป็นต้น และจะต้องการพิจารณาว่าคดีไหน มูลค่า ความเสียหายผลกระทบที่จะเกิดขึ้นขนาดไหนถึงจะเป็นคดีที่ สำนักงานก.ล.ต สามารถทำเองได้

" เดิมนั้นทางสำนักงานก.ล.ตได้มีการเสนอแก้ไข พรบ.หลักทรัพย์ พศ 2535ไปแล้วซึ่งมีประเด็นเกี่ยวกับการเพิ่มอำนาจ ก.ล.ตทำหน้าที่ในการสอบสวน สืบสวนคดี ได้ เพื่อให้คดีสามารถไปถึงที่สุดได้ ซึ่งกฎหมายฉบับแก้ไขผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฏีกาแล้ว แต่ หากกระทรวงการคลังจะเสนอให้ออก เป็น พรก. สำนักงานก็พร้อมที่จะดำเนินการและเตรียมระบบภายในไว้รองรับ เพราะการออกพรก.นำมาบังคับใช้ได้เร็วกว่า การออกพรบ. "