SCB EIC คาดการณ์เศรษฐกิจไทยโต 1.5% หวั่นครึ่งปีหลักทรุดหนัก เตือนเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค
Categories : Update News, Finance
Public : 18/06/2025SCB EIC ชี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำและมีความเปราะบางสูงขึ้น จากสงครามการค้า ยังคงคาดปีนี้เศรษฐกิจ โตต่ำที่ 1.5% ครึ่งปีหลังทรุดหนักโตต่ำกว่า 1% และต่อเนื่องไปในปี 2569 คาดจีดีพีโต 1.4% มองกนง.มีแนวโน้มปรัลลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งปีนี้
นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า SCB EIC ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ว่าจะเติบโตเพียง 1.5% และในปี 2569 จะเติบโตลดลงเหลือ 1.4% ต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อต้นปีว่าจะสูงกว่า 2%
ทั้งนี้ ครึ่งปีหลังของปี 2568 ถือเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันมากขึ้น โดยคาดว่า GDP อาจเติบโตต่ำกว่า 1% เสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) จากปัจจัยหลัก ได้แก่ การส่งออกที่ชะลอตัว การลงทุนภาคเอกชนที่หดตัว และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะลดลงเหลือ 34.2 ล้านคน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่หดตัวลงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัว
"แรงส่งสำคัญของเศรษฐกิจไทยกำลังแผ่วลงในแทบทุกมิติ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนที่เริ่มชะลอลงจากภาวะครัวเรือนที่ต้องเร่งลดภาระหนี้ และยังมีแรงกดดันจากความไม่แน่นอนด้านรายได้ การจ้างงาน และภาวะการเงินที่ตึงตัว" นายยรรยงกล่าว
SCB EIC ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาส 2/2568 ยังอาจติดลบต่อเนื่อง ก่อนจะค่อยๆ ปรับขึ้นในช่วงปลายปี แต่ยังมีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทยต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569 จากอุปสงค์ภายในประเทศที่ฟื้นตัวช้า ราคาพลังงานและสินค้าเกษตรที่เติบโตต่ำ
ในด้านนโยบายการเงิน นายยรรยง ระบุว่า SCB EIC คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 2 ครั้งในปีนี้ เหลือระดับ 1.25% เพื่อช่วยบรรเทาภาวะการเงินที่ยังตึงตัว สนับสนุนกระบวนการลดหนี้ (Deleveraging) ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ แม้ประสิทธิภาพของการลดดอกเบี้ยจะมีข้อจำกัดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง
"แม้จะมีความกังวลว่าการลดดอกเบี้ยอาจกระตุ้นการก่อหนี้ของภาคครัวเรือนมากเกินไป แต่ความระมัดระวังของสถาบันการเงินและการออกมาตรการกำกับดูแลเชิงมหภาคเพิ่มเติมสามารถช่วยลดความเสี่ยงในจุดนี้ได้" นายยรรยงกล่าว
ในส่วนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท ซึ่งจะใช้แทนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต นายยรรยงมองว่า แม้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตรงจุดมากขึ้น แต่ผลที่จะเกิดขึ้นจะล่าช้าและอาจไม่เพียงพอในการพยุงเศรษฐกิจในระยะยาว โดยมีข้อจำกัดจากระดับหนี้สาธารณะที่มีแนวโน้มแตะเพดาน 70% ของ GDP ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า หากไม่มีการปฏิรูปการคลังร่วมด้วย
ด้านเศรษฐกิจโลก นายปุณยวัจน์ ศรีสิงห์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส SCB EIC คาดว่า GDP โลกจะขยายตัวเพียง 2.3% ในปี 2568-2569 จาก 2.8% ในปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยลบจากสงครามการค้า การขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ซึ่งกระทบต่อการค้า การลงทุน และความเชื่อมั่นของภาคเอกชนทั่วโลก
"ผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อประเทศคู่ค้าจะชัดเจนขึ้นในครึ่งหลังของปี 68 รวมถึงความไม่แน่นอนของการเจรจาการค้าที่ยังยืดเยื้อ ขณะที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน อาจส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน และความเปราะบางทางเศรษฐกิจโดยรวม" นายปุณยวัจน์กล่าว
ทั้งนี้ SCB EIC ประเมินว่า ธนาคารกลางหลักทั่วโลกจะยังเดินหน้าผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ โดยคาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ย 0.25% ในปลายปีนี้ และอีก 2 ครั้งในปี 2569 ขณะที่ธนาคารกลางจีนและยุโรปก็มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยต่อเนื่องเช่นกัน
น.ส.ปราณิดา ศยามานนท์ ผู้อำนวยการฝ่าย Industry Analysis SCB EIC ระบุว่า ภาคธุรกิจไทยยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนและแรงกดดันสูง โดยเฉพาะผลกระทบจากความเสี่ยงนโยบายภาษีของสหรัฐฯ สงครามในตะวันออกกลาง และการทะลักของสินค้าราคาถูกจากจีน ซึ่งจะกระทบทั้งธุรกิจส่งออกและธุรกิจภายในประเทศ
"ธุรกิจที่เน้นการผลิตเพื่อส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงกลุ่มท่องเที่ยว ยังมีแนวโน้มซบเซาต่อเนื่อง ขณะที่ภาคครัวเรือนก็ยังเผชิญภาระหนี้สูง ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังเปราะบาง" น.ส.ปราณิดา ระบุ
อย่างไรก็ตาม ยังมีบางกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีในภาวะเศรษฐกิจผันผวน เช่น ธุรกิจที่ตอบรับเมกะเทรนด์ด้านสุขภาพ ความยั่งยืน หรือมีกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความสามารถในการปรับตัวและพัฒนาสินค้า-บริการให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดใหม่ๆ
