วันนี้ (11 กรกฎาคม 2568) นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยนายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. ร่วมคณะกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.). เข้าพบ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น ข้อเสนอแนะ และสร้างความร่วมมือในการเชื่อมโยงข้อมูลในการวิเคราะห์เศรษฐกิจ ประเมินผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ ในแต่ละภาคส่วน การแก้ไขปัญหาสวมสิทธิ์ส่งออก รวมถึงพิจารณาแนวทางการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ในประเทศ และยกระดับขีดความสามารถในการผลิตของไทย (Competitiveness) ณ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่
นายเกรียงไกร ได้นำเสนอภาพรวมผลกระทบจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ 36% ที่ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบอัตราภาษีกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ เป็นต้น รวมทั้งได้สะท้อนปัญหาการสวมสิทธิ์สินค้าไทยส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากปัญหาหลักนิติธรรม (Rule of Law) การบังคับใช้กฎหมาย และปัญหาคอรัปชั่น
นอกจากนี้ นายเกรียงไกร ยังได้แสดงความกังวลต่อผลกระทบจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่สูงกว่าประเทศคู่แข่ง ทั้งผลกระทบต่อ GDP การจ้างงาน และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอนาคต
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะร่วมกับภาคเอกชนในการดำเนินการแลกเปลี่ยนและเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับนำไปวิเคราะห์ประเมินผลกระทบจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ เพื่อนำไปสู่การจัดทำนโยบายช่วยเหลือในแต่ละภาคส่วน
รวมทั้งยังเห็นชอบสนับสนุนการจัดทำข้อเสนอ White paper มาตรการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจ (Transformation) เพื่อนำเสนอภาครัฐและภาคสาธารณะต่อไป โดยจะแบ่งข้อเสนอเป็น 2 ส่วน คือ 1) ข้อเสนอระยะสั้น (Quick Win) และ 2) ข้อเสนอระยะยาว นอกจากนี้ ธปท. จะรับประเด็นในเรื่องค่าเงินบาทที่ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกไปพิจารณาแนวทางดูแลต่อไปอีกด้วย
