ทองคำครึ่งปีหลัง 2569 ยังผันผวน จับตา “ตะวันออกกลาง-ดอกเบี้ยเฟด” ตัวแปรชี้ทิศทางราคา
Categories :
Public : 19/07/2026แม้ราคาทองคำจะเคยพุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นปี 2569 แต่หลังจากนั้นกลับปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาพลังงานและความเสี่ยงเงินเฟ้อให้สูงขึ้น จนตลาดกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดกว่าคาด
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ทิศทางราคาทองคำในช่วงครึ่งหลังของปีจะขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด หากความตึงเครียดคลี่คลายและเฟดไม่จำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย ราคาทองคำมีโอกาสฟื้นตัวได้
ทองคำจากจุดสูงสุด สู่แรงขายทำกำไร
ช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 ราคาทองคำโลกพุ่งแตะ 5,595 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำแท่งในประเทศไทยทำสถิติสูงสุดที่ 80,500 บาทต่อบาททองคำ
แรงหนุนสำคัญในช่วงนั้นมาจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงการคาดการณ์ว่าเฟดจะทยอยลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า และทำให้นักลงทุนแห่เข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม หลังจากทำสถิติสูงสุด ราคาทองคำกลับเผชิญแรงขายทำกำไรอย่างหนัก โดยราคาทองคำโลกปรับลดลงมากกว่า 1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ราคาทองคำโลกเคลื่อนไหวต่ำกว่า 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลงเกือบ 29% จากระดับสูงสุด และต่ำกว่าราคาสิ้นปี 2568 ราว 7.8% ขณะที่ราคาทองคำแท่งในประเทศปิดที่ 63,200 บาทต่อบาททองคำ ลดลงประมาณ 2.6% ในช่วงครึ่งแรกของปี
4 ปัจจัยหลักกำหนดราคาทองคำ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา ราคาทองคำได้รับอิทธิพลจาก 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
1. ดอกเบี้ยเฟดและค่าเงินดอลลาร์
ทองคำไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ดังนั้น หากตลาดคาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย นักลงทุนมักหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ส่งผลให้ราคาทองคำถูกกดดัน ขณะเดียวกัน ดอกเบี้ยที่สูงยังทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่า ซึ่งยิ่งลดความน่าสนใจของทองคำ
2. ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
สงคราม ความขัดแย้ง และนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ทำให้นักลงทุนหันมาถือครองทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยง ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นในหลายช่วงเวลา
3. เงินเฟ้อ
เมื่อเงินเฟ้อเร่งตัวเร็วกว่าดอกเบี้ย ทองคำจะได้รับความนิยมในฐานะสินทรัพย์รักษามูลค่า เพราะช่วยป้องกันการลดลงของอำนาจซื้อของเงิน
4. ความต้องการทองคำทั่วโลก
ทั้งความต้องการในอุตสาหกรรมเครื่องประดับ ภาคอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนการลงทุนของนักลงทุนรายย่อย กองทุน ETF และธนาคารกลาง ล้วนมีผลต่อทิศทางราคาทองคำ
ทำไมสงครามยังไม่ช่วยดันทองคำ?
แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยังยืดเยื้อ แต่ราคาทองคำกลับไม่สามารถปรับขึ้นได้เหมือนในอดีต
สาเหตุสำคัญคือ ตลาดให้น้ำหนักกับผลกระทบด้านเศรษฐกิจมากกว่า โดยราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้เกิดความกังวลว่าเงินเฟ้อจะกลับมาเร่งตัว ส่งผลให้เฟดอาจชะลอการลดดอกเบี้ย หรืออาจต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น
ผลที่ตามมาคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อราคาทองคำ มากกว่าปัจจัยหนุนจากการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
ครึ่งปีหลัง จับตา 2 ตัวแปรสำคัญ
นักวิเคราะห์ใน Bloomberg Consensus คาดว่า ราคาทองคำโลก ณ สิ้นปี 2569 มีโอกาสฟื้นตัวสู่ระดับประมาณ 4,625 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำแท่งไทยราว 71,520 บาทต่อบาททองคำ
อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับหลายสมมติฐาน โดยเฉพาะ
-
- สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
- ทิศทางเงินเฟ้อโลก
- นโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ
หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลาย ไม่กระทบการผลิตและการขนส่งพลังงาน ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อมีโอกาสชะลอลง ซึ่งจะเปิดทางให้เฟดไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ส่งผลบวกต่อราคาทองคำ
ในทางกลับกัน หากสงครามยืดเยื้อ กระทบแหล่งผลิตพลังงาน หรือเกิดความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างประเทศ ราคาน้ำมันและเงินเฟ้ออาจกลับมาสูงอีกครั้ง ทำให้เฟดต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อเนื่อง ซึ่งจะจำกัดโอกาสการปรับขึ้นของราคาทองคำ
ธนาคารกลางทั่วโลกยังเดินหน้าซื้อทองคำ
อีกหนึ่งปัจจัยที่ยังช่วยพยุงราคาทองคำในระยะปานกลาง คือ การสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก
ข้อมูลระบุว่า หลังจากเฟดเริ่มลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายน 2567 ความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยสัดส่วนความต้องการเพื่อการลงทุนเพิ่มจาก 48% ในเดือนกันยายน 2567 เป็นประมาณ 65% ของความต้องการทองคำทั้งหมด (ไม่รวม OTC) ในเดือนมีนาคม 2569
ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเพิ่มการถือครองทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา มีการซื้อทองคำเฉลี่ย 1,018 ตันต่อปี เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากค่าเฉลี่ย 509 ตันต่อปี ในช่วงปี 2554-2564
นอกจากนี้ สัดส่วนทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารกลางยังเพิ่มจาก 14% ในปี 2565 เป็น 27% ในปี 2568 สะท้อนแนวโน้มลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์และกระจายความเสี่ยงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
ผลสำรวจของ สภาทองคำโลก (World Gold Council) ยังพบว่า 78% ของธนาคารกลาง ถือครองทองคำเพื่อลดความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ และมากกว่า 80% ใช้ทองคำเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงของทุนสำรอง
สรุป
แม้ราคาทองคำจะปรับฐานแรงหลังทำสถิติสูงสุดในช่วงต้นปี แต่แนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังไม่ได้เป็นขาลงอย่างชัดเจน โดยตลาดยังจับตา 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ สถานการณ์ตะวันออกกลางและทิศทางดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าทองคำจะกลับมาฟื้นตัวได้มากน้อยเพียงใด
อย่างไรก็ตาม แรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกและความต้องการถือครองทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยง ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงราคาทองคำในระยะปานกลาง แม้ตลาดจะยังเผชิญความผันผวนสูงก็ตาม
