คนไทยคิดว่าไง? ราคาน้ำมันโลกลดลง…ถึงเวลาปฏิรูปกองทุนน้ำมัน และตั้งคลังน้ำมันสำรองแล้วหรือยัง?

Categories :

Public : 17/04/2025

หลังจากราคาน้ำมันโลกเริ่มลดลงต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าและการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้สถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยที่เคยติดลบหนักเกือบ 1.5 แสนล้านบาท โดยล่าสุด ณ วันที่ 13 เม.ย. 2568 ติดลบลดเหลือ 54,935 ล้านบาท   ซึ่งสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีแผนจะชำระหนี้ให้หมดภายในปี 2571  แต่ก็ขึ้นอยู่กับรายรับกองทุนและราคาน้ำมันโลกด้วย

 

แม้แนวโน้มราคาน้ำมันลดลงจะช่วยให้กองทุนน้ำมันฟื้นตัวเร็วขึ้น สามารถที่จะสะสางหนี้เก่าได้ แต่คำถามสำคัญคือ:

 

“หลังปลดหนี้แล้ว ไทยควรจัดการราคาพลังงานอย่างไรต่อไป โดยไม่กลับไปสู่วงจรหนี้เดิม?”

 

นี่จึงนำมาสู่ประเด็นที่ถูกกลับหยิบยกมาพูดถึงอีกครั้งในช่วงนี้ คือ

 

“ควรตั้งคลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ หรือ Strategic Petroleum Reserve (SPR) แทนการพึ่งพากองทุนน้ำมันแบบเดิมหรือไม่?”

 

ปัญหาเชิงโครงสร้างของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง: ทำไมถึงเรียกร้องให้ปฏิรูป?

 

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ทำหน้าที่เป็นเบาะกันกระแทกราคาพลังงานของประเทศ โดยเฉพาะในยามเกิดวิกฤตราคาน้ำมันโลก แต่เมื่อเจาะลึกถึงกลไกของกองทุนนี้ กลับพบข้อจำกัดสำคัญหลายประการที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์:

 

 1. นิยาม “วิกฤต” ที่ไม่ชัดเจนในกฎหมาย พระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ปี 2562 ให้อำนาจใช้เงินกองทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาพลังงาน “ในภาวะวิกฤต” แต่กลับไม่มีการกำหนดว่าอะไรคือ “วิกฤต” อย่างชัดเจน ทำให้การใช้เงินขึ้นอยู่กับดุลยพินิจ มากกว่าหลักวิชาการ เช่น การตรึงราคาดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรในช่วงปี 2566 แม้ไม่มีภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน

 

 2. โครงสร้างราคาน้ำมันที่ขาดความโปร่งใสและซ้ำซ้อน ราคาขายปลีกน้ำมันในไทยประกอบด้วยภาษีและเงินส่งเข้ากองทุนหลายประเภท รวมแล้วราว 34% ของราคาหน้าปั๊ม ยิ่งน้ำมันโลกแพง ภาระผู้บริโภคยิ่งมาก เพราะรัฐยังเก็บภาษีเท่าเดิม แถมต้องใช้เงินกองทุนมาช่วยอีกทอดหนึ่ง

 

 3. การอ้างอิงราคาน้ำมันจากตลาดสิงคโปร์ แม้ไทยมีโรงกลั่นน้ำมันของตัวเอง แต่ราคาขายปลีกกลับอ้างอิงจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์ ซึ่งอาจสูงเกินความเป็นจริง ทำให้โรงกลั่นมีกำไรส่วนต่างสูง ขณะที่ผู้บริโภคจ่ายแพงโดยไม่รู้ตัว

   

 

ทางออกใหม่ที่ถูกหยิบขึ้นมา: “SPR” คืออะไร?

แนวทางหนึ่งที่นักวิชาการและกระทรวงพลังงานเริ่มพูดถึงมากขึ้นคือ “การตั้งคลังน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์แห่งชาติ” หรือ Strategic Petroleum Reserve (SPR) ซึ่งเป็นระบบที่หลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จะสำรองน้ำมันไว้ในคลังของรัฐ ใช้บริหารจัดการความเสี่ยงด้านพลังงาน   เพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน เช่น สงคราม ภัยธรรมชาติ หรือการชะงักงันของการขนส่ง รวมถึงใช้เป็นเครื่องมือลดความร้อนแรงของราคาน้ำมันได้ โดยไม่ต้องใช้เงินภาษีมาอุ้มราคา

 

ปัจจุบัน ไทยมีเพียงน้ำมันสำรองภาคบังคับจากภาคเอกชนที่ราว 25 วันเท่านั้น ขณะที่มาตรฐานของ International Energy Agency (IEA) แนะนำให้มีสำรองไม่น้อยกว่า 90 วัน

 

ประโยชน์ของ SPR ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ:

✅ ลดการแทรกแซงราคาน้ำมันแบบประชานิยม

 

✅ มีน้ำมันสำรองจริงในประเทศที่รัฐสามารถระบายเข้าสู่ระบบได้ทันทีในยามวิกฤต

 

✅ ทำให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น

 

✅ ช่วยให้ประชาชนและภาคธุรกิจวางแผนค่าใช้จ่ายได้แม่นยำขึ้น

 

✅ ใช้งบประมาณประเทศได้คุ้มค่ากว่า ไม่ต้องนำเงินไปโปะกองทุนแบบไร้เพดาน

 

แนวทางการเปลี่ยนผ่านจะเป็นยังไง?

TDRI (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย) เสนอแนวทางชัดเจนว่า ถ้าจะเปลี่ยนผ่านจากระบบเดิมสู่ระบบ SPR จำเป็นต้องปรับปรุงหลายด้าน ได้แก่:

🔸 กำหนดนิยาม “วิกฤตพลังงาน” ให้ชัดในกฎหมาย เช่น ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเกิน 40% ภายใน 3 เดือน

🔸 ปรับโครงสร้างภาษีให้โปร่งใส ยืดหยุ่น ลดการซ้ำซ้อน

🔸 ทบทวนการใช้ราคาน้ำมันตลาดสิงคโปร์เป็นฐานอ้างอิง อาจสร้าง “ดัชนีราคาน้ำมันในประเทศ” ใหม่ที่สะท้อนต้นทุนโรงกลั่นไทย

🔸 ยกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และจัดตั้ง SPR โดยใช้งบที่เคยเก็บเข้ากองทุน มาจัดซื้อน้ำมันเข้าคลังสำรองแทน

 

 "พีระพันธุ์ "  ตอกย้ำ   SPR เป็นเครื่องมือบริหารจัดการพลังงานระยะยาว ที่ต้องเร่งดำเนินการ

ที่ผ่านมา พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ประกาศเดินหน้าเตรียมที่จะผลักดัน การตั้งคลังน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์ (SPR) เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ภายในปีนี้   และแสดงจุดยืนมาตลอดกว่า SPR เป็นทางเลือกสำคัญในการบริหารจัดการพลังงานระยะยาว โดยเน้นว่าไม่ควรปล่อยให้ประเทศไทยยังคงต้องใช้การแทรกแซงราคาน้ำมันผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่มีขีดจำกัดอย่างที่ผ่านมา

 

“การมี SPR จะช่วยให้ไทยสามารถรักษาความมั่นคงด้านพลังงานได้ในระยะยาว โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินจากกองทุนเพื่ออุดหนุนราคาพลังงานทุกครั้งที่ราคาน้ำมันโลกผันผวน” ซึ่งการตั้ง SPR นี้จะช่วยให้ระบบพลังงานไทยยืดหยุ่นมากขึ้น และลดภาระการใช้จ่ายของภาครัฐในระยะยาว “ พีระพันธุ์กล่าว

 

โจทย์ที่ต้องหาคำตอบ  หากตั้ง SPR จริง ต้องวางแผนอย่างไร เช่น:

 

• จะเก็บค่าภาคหลวงจากน้ำมันในรูปของน้ำมันสำรองได้หรือไม่?

• จะนำรายได้จากโครงสร้างราคาน้ำมันส่วนใดมาสนับสนุนการซื้อและเก็บน้ำมันเข้าสำรอง?

• จะบริหารจัดการคลังอย่างไรไม่ให้กระทบต้นทุนเชิงโครงสร้าง?

 

มุมมองที่แตกต่าง: ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วย

แนวคิด SPR ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการพูดถึงกันมานานแล้ว แม้ว่าจะฟังดูดีในภาพรวม แต่ก็มีเสียงท้วงติงจากภาคเอกชนและผู้เชี่ยวชาญ โดยได้ชี้ให้เห็น ประเด็นสำคัญๆ เช่น

⚠️ ต้นทุนการจัดตั้งและบริหารคลังน้ำมันอาจสูงมาก

⚠️ อาจซ้ำซ้อนกับระบบสำรองที่ภาคเอกชนทำอยู่แล้ว

⚠️ หากไม่มีแผนชัดเจน อาจกลายเป็นภาระใหม่ต่อโครงสร้างราคาน้ำมัน

 

เสียงสะท้อนความคิดเห็นการจัดตั้ง SPR จากรายงานของกระทรวงพลังงานที่เคยการศึกษารูปแบบ SPR ได้เสนอแนะว่า ต้องพิจารณาต้นทุนและความคุ้มทุนในการจัดตั้งคลังน้ำมันสำรอง เนื่องจากไทยมีขนาดเศรษฐกิจและปริมาณใช้น้ำมันที่เล็กกว่าประเทศสมาชิก IEA (Enconfund, 2024) ด้านมุมมองของผู้แทนภาคเอกชนโรงกลั่นน้ำมันที่เน้นเรื่องความชัดเจนของรายละเอียดนโยบาย SPR และข้อจำกัดด้านพื้นที่จัดเก็บน้ำมัน รวมถึงผลกระทบต่อต้นทุนและอุตสาหกรรม

 

แหล่งข่าวจากโรงกลั่นน้ำมัน มองว่าการเพิ่มสำรองน้ำมันจาก 25 เป็น 90 วัน จะใช้เงินลงทุนมหาศาล ซึ่งจะทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น และในที่สุดประชาชานก็ต้องแบกรับภาระ แต่ก็เห็นด้วยมีการตั้งคลังสำรองน้ำมัน เพื่อป้องกันวิกฤติ แต่ต้องชัดเจนเรื่องภาระค่าใช้จ่าย

 

ด้านมุมมองนักวิชาการด้านพลังงาน ระบุว่า SPR เป็นแนวคิดใหญ่ที่ต้องลงทุนสูง ตั้งองค์กรใหม่ และอาจต้องออกกฎหมายเฉพาะ อีกทั้งไทยไม่ได้ขาดแคลนน้ำมัน การสำรองมากเกินไปจะกลายเป็นภาระประชาชนในรูปภาษีหรือราคาน้ำมัน ทั้งนี้เสนอแนะให้รัฐใช้กลไกตลาด และชี้ว่าราคาน้ำมันแพงเกิดจากราคาน้ำมันโลกและภาษี มากกว่าค่าการตลาดของเอกชน

 

ข้อท้วงติงจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยก็ถือว่าเป็น “โจทย์”ที่จะต้องนำมาคิดทบทวน เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด

 

มุมมองจาก TDRI: ปฏิรูปก่อนก้าวไปสู่ SPR

บทความจาก ดร. อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ และ คุณชาคร เลิศนิทัศน์ จาก TDRI ในบทความ “น้ำมันแพงแก้ให้ถูกจุด ถึงเวลาปฏิรูปกองทุนน้ำมัน หรือเดินหน้าสู่ระบบสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR)” ได้แสดงท่าทีเห็นด้วยกับแนวคิด SPR แต่เน้นย้ำว่า ก่อนที่ไทยจะก้าวไปสู่การตั้ง SPR จำเป็นต้องมีการ ปฏิรูปกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ให้มีความโปร่งใสและชัดเจนมากขึ้น โดย ต้องมีการกำหนดนิยามที่ชัดเจนว่าอะไรคือ “วิกฤต” ที่จะสามารถใช้เงินจากกองทุนได้ รวมถึงการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของการผลิต

ทั้งนี้ TDRI เสนอว่าการตั้ง SPR ควรดำเนินการด้วยความระมัดระวัง โดย ต้องมีการจัดตั้งระบบที่โปร่งใส และควรใช้เงินจากรายได้ภาษีที่เก็บจากราคาน้ำมันมาเป็นทุนสำรองน้ำมัน มากกว่าการใช้เงินกองทุนจากภาครัฐ

 

• บทสรุป  "ทางเลือกที่ต้องหาจุดสมดุล"ผลประโยชน์เพื่อส่วนรวม 

การปฏิรูปกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและการจัดตั้ง SPR เป็นแนวทางที่มีทั้งโอกาสและความท้าทาย ฝ่ายสนับสนุนมองว่าเป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและลดภาระประชาชน ขณะที่ฝ่ายคัดค้านกังวลเรื่องต้นทุนและความจำเป็นในบริบทของไทย

สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจเดินหน้าหรือไม่ ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูล ข้อเท็จจริง และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้ “พลังงาน” เป็นเรื่องของทุกคนอย่างแท้จริง

                         ------------------

ที่มาข้อมูล

1.น้ำมันแพงแก้ให้ถูกจุด ถึงเวลาปฏิรูปกองทุนน้ำมัน หรือเดินหน้าสู่ระบบสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) >> https://tdri.or.th/2025/04/strategic-petroleum-reserve-article/ . 2. ‘พีระพันธุ์’ บรรยายหลักสูตร ‘มินิ วปอ.’ คลี่ผลประโยชน์บนพลังงานชาติ ชี้!! ต้องเดินหน้าทลายทุนผูกขาด กลับสู่หลักการ ‘พลังงานเพื่อประชาชน’ >> https://thestatestimes.com/post/2025040428

3.ประมาณการฐานะเงินกองทุนน้ำมัน >> https://www.offo.or.th/th/estimate/fuelfund-status

4.ได้ไม่คุ้มเสีย? ไอเดีย “สำรองน้ำมันประเทศ” ยุครัฐมนตรี “พีระพันธุ์”https://www.kaohoon.com/news/726066

5. กองทุนน้ำมัน ติดลบ 9.2 หมื่นล้าน (พ.ย. 67) เริ่มจ่ายหนี้ก้อนแรก-อีก 4 ปีใช้คืนหมดhttps://www.prachachat.net/economy/news-1686429