แผนการคลังระยะปานกลางใหม่วางกรอบปฏิรูปการคลังเข้ม จะลดความเสี่ยงเครดิตเรตติงได้มากเพียงใด ขึ้นอยู่กับผลปฏิบัติจริง
Categories :
Public : 22/12/2025ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC วิเคราะห์ แผนการคลังระยะปานกลางใหม่วางกรอบปฏิรูปการคลังเข้ม จะลดความเสี่ยงเครดิตเรตติงได้มากเพียงใด ขึ้นอยู่กับผลปฏิบัติจริง
· เสถียรภาพการคลังของไทยมีทิศทางแย่ลงรวดเร็วหลังวิกฤตโควิด จากเดิมที่เป็นจุดแข็งของประเทศกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก Moody’s และ Fitch ได้ปรับแนวโน้มมุมมองประเทศเป็นลบ (Negative) และอาจนำไปสู่การลดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยในอนาคต หากไม่เร่งปฏิรูปการคลังอย่างจริงจัง ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อต้นทุนการกู้ยืมในระบบการเงิน และอาจกระทบต่อความน่าลงทุนของเศรษฐกิจไทยได้
· แผนการคลังระยะปานกลางฉบับใหม่ (ครม. อนุมัติ 18 พ.ย. 2025) สะท้อนความเข้าใจและความตั้งใจในการจัดการต่อสัญญาณเตือนนี้ โดยรัฐบาลพยายามออกแบบแผนปฏิรูปการคลังให้ชัดเจนขึ้น เพื่อปรับสมดุลการคลัง (Fiscal consolidation) ควบคุมไม่ให้หนี้สาธารณะเกินเพดาน 70% ของ GDP และมีแนวโน้มปรับลดลงได้ภายในปี 2030
· ในแผนฯ นี้รัฐบาลระบุแนวทางปฏิรูปการคลังไว้อย่างโปร่งใสมากขึ้น เช่น
1) เพิ่มรายได้ ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บรายได้และขยายฐานภาษี
2) ลดรายจ่าย โดยหาแหล่งเงินอื่นสำหรับโครงการลงทุนภาครัฐ เช่น ลงทุนร่วมภาครัฐภาคเอกชน (Public-Private Partnership : PPP)
และ 3) เพิ่มวินัยการคลัง โดยลดขนาดงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินฯ และเข้มงวดนโยบายกึ่งการคลัง
อย่างไรก็ดี SCB EIC มีความกังวลต่อการนำแผนฯ ไปปฏิบัติจริง หากพิจารณาบนสมมติฐานที่แตกต่าง คือ
1) แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อต่ำกว่าที่ใช้ในแผนฯ และ 2) การปฏิรูปการคลังตามแผนฯ ที่ตั้งเป้าลดขาดดุลงบประมาณเหลือ 2.1% ต่อ GDP ให้ได้ในปี 2030 นั้น มีความท้าทายสูงด้วยข้อจำกัดทางการเมืองและสังคม ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ และหลักฐานเชิงประจักษ์ในอดีต ซึ่งทำให้ยังมีโอกาสสูงพอสมควรที่หนี้สาธารณะอาจมีแนวโน้มสูงขึ้นเกินเพดาน 70% ของ GDP ในช่วงข้างหน้า
ในทางปฏิบัติ SCB EIC มองว่าการที่รัฐบาลจะสามารถทยอยลดการขาดดุลงบประมาณจากปัจจุบันที่สูงกว่า 4% ให้เหลือ 2.1% ของ GDP ภายในระยะ 5 ปีเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก จึงอาจต้องเตรียมแผนขยับเพดานหนี้ 70% ชั่วคราวไว้ และสื่อสารรักษาคำมั่นจะควบคุมให้หนี้สาธารณะปรับลดลงต่ำกว่าเพดานนี้ให้ได้ภายในกรอบเวลาที่ชัดเจน · SCB EIC ประเมินว่าการที่ภาครัฐพยายามผลักดันแผนปฏิรูปการคลังจะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงเครดิตเรตติงและสร้างเสถียรภาพการคลังระยะยาว แต่จะเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินการให้แผนการคลังฯ เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์การเมืองที่มีความไม่แน่นอน
เสถียรภาพทางการคลังแย่ลงเร็ว เป็นอีกประเด็นสำคัญของไทยหลังวิกฤติโควิด
เสถียรภาพการคลังไทยมีทิศทางแย่ลงเร็วหลังเกิดวิกฤตโควิด จากเดิมที่เคยเป็นจุดแข็งของประเทศ รัฐบาลไทยจำเป็นต้องออก พ.ร.ก. กู้เงิน 2 ฉบับในปี 2020 เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจและเยียวยาประชาชนจากวิกฤติโควิด วงเงินรวมกว่า 1.5 ล้านล้านบาท รวมถึงเพิ่มขนาดดุลงบประมาณเป็นเกือบ 4% ต่อ GDP ในช่วงนั้น สูงเกินระดับปกติ ในอดีตที่ต่ำกว่า 3% ต่อ GDP ส่งผลให้รัฐบาลต้องประกาศขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 60% เป็น 70% ต่อ GDP เพื่อเพิ่มพื้นที่การคลังรองรับ สัดส่วนหนี้สาธารณะไทยต่อ GDP จึงปรับเพิ่มขึ้นมากจาก 41% ณ สิ้นปี 2019 เป็น 60.5% ณ สิ้นปีงบประมาณ 2022 หลังวิกฤติโควิดสิ้นสุดลง
แม้วิกฤตโควิดผ่านไป เสถียรภาพทางการคลังไทยยังไม่กลับไปดีเช่นเดิม ส่วนหนึ่งจากปัญหาเชิงโครงสร้างต่าง ๆ ของประเทศที่ส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่ำกว่าเดิม การจัดเก็บรายได้ที่ยังไม่เต็มประสิทธิภาพ และรายจ่ายของรัฐบาล ที่สูงขึ้น ส่งผลให้ขนาดการขาดดุลงบประมาณในปีงบประมาณ 2025 และ 2026 ยังสูงกว่า 4% ของ GDP สำหรับหนี้สาธารณะก็มีทิศทางสูงขึ้นต่อเนื่องอยู่ที่ 64.8% ของ GDP ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2025 (รูปที่ 1) อีกทั้ง ยังมีการสร้างหนี้ผูกพันที่ยังไม่ถูกนับรวมในหนี้สาธารณะผ่านการใช้มาตรการกึ่งการคลัง (Quasi-fiscal) อีกจำนวนมากถึง 1,133,751 ล้านบาท หรือ ราว 6% ของ GDP
ไม่นานนี้นักวิจัยของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) สื่อสารถึงความสำคัญที่ไทยจะต้องรักษาเสถียรภาพการคลัง สนับสนุนการควบคุมสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ไม่ให้เกินเพดาน 70% ในระยะปานกลาง อีกทั้ง ยังมีผลการศึกษาสนับสนุนเพิ่มเติมว่า หากหนี้สาธารณะไทยเพิ่มขึ้นจนเข้าสู่ช่วง 77-87% ต่อ GDP (ค่ากลาง 82%)1 จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจไทยชัดเจนขึ้น เนื่องจากจะทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณไปชำระหนี้มากขึ้น กดดันการลงทุนที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ และทำให้ภาครัฐมีพื้นที่การคลังรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจได้น้อยลง
ความกังวลต่อเสถียรภาพการคลังไทยรุนแรงขึ้นในปี 2025 หลังบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือขู่ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือไทย โดย 2 ใน 3 บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือหลักของโลก ได้แก่ Moody’s Rating (30 เม.ย. 2025) และ Fitch Rating (29 ก.ย. 2025) ปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของไทยลง จากมุมมองมีเสถียรภาพ (Stable) เป็นเชิงลบ (Negative) และยังคงอันดับความน่าเชื่อถือประเทศในภาพรวมไว้ที่ระดับ Baa1 และ BBB+ ตามลำดับ โดยสาเหตุสำคัญที่ทั้งสององค์กรกล่าวถึงคือ เสถียรภาพทางการคลังของไทยปรับแย่ลงมากและศักยภาพ การเติบโตของเศรษฐกิจที่ต่ำลงสูง โดยจากการถอดบทเรียนในต่างประเทศ
SCB EIC มองว่า 3 ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้แผนปฏิรูปการคลังสำเร็จได้ คือ 1) มีความมุ่งมั่นทางการเมือง 2) วัดผลความคืบหน้าและสื่อสารโปร่งใส และ 3) ผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจด้านอื่น ๆ ควบคู่กันไป
