หอการค้าไทย ประเมิน 3 มาตรการรัฐปี 68 สร้างเม็ดเงินเข้าระบบ 1.6-1.8 แสนล้าน ดันจีดีพี โต 1.5%

Categories :

Public : 12/12/2024
 

หอการค้าไทย ประเมิน 3 มาตรการรัฐปี 68 สร้างเม็ดเงินเข้าระบบ 1.6-1.8 แสนล้าน ดันจีดีพี โต 1.5%  แนะทยอยปรับค่าแรงค่อยเป็นค่อยไป  หวั่นกระทบต้นทุน ส่งผลกระทบปัญหาเงินเฟ้อ -  เอ็นพีแอล 

 

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 68 นโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐจะออกมา 3 มาตรการหลักได้แก่1. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการแจกเงิน 10,000 บาท  (เฟส 2)  2. มาตรการ “คุณสู้ เราช่วย"     และ 3. มาตรการช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท   ซึ่งคาดว่าน่าจะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในช่วงครึ่งปีแรกได้ 160,000-180,000 ล้านบาท ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรก กระตุ้น GDP ได้อย่างน้อย 1.5% อย่างไรก็ดี เป็นการประเมินโดยยังไม่ได้รวมสถานการณ์อื่น ๆ โดยเฉพาะสงครามการค้า

1. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการแจกเงิน 10,000 บาท เฟส 2 สำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งน่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 40,000 ล้านบาท

2. มาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” พักดอกเบี้ย ลดการชำระเงินต้น ซึ่งจะมีการลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 12 ธ.ค. 67-28 ก.พ. 68 ซึ่งน่าจะเริ่มมีผลในปลายไตรมาส 1/68 โดยหอการค้าคาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนทั้งปีอย่างน้อย 80,000-100,000 ล้านบาท ที่ประชาชนจะประหยัดไปได้ และธนาคารเองก็จะสามารถปล่อยเงินกู้ได้ต่อ

โดยมาตรการดังกล่าวต่อผู้กู้ที่เป็น NPL ในส่วนนี้ประชาชนจะได้รับประโยชน์ทางตรง ประหยัดค่าดอกเบี้ย ลดการส่งเงินต้น ซึ่งจะทำให้ผู้กู้จำนวน 1.9 ล้านราย วงเงินประมาณ 9 แสนล้านบาท จะทำให้หนี้คงค้างหมดเร็ว และภายใต้เงื่อนไขไม่ก่อหนี้ใหม่ ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนลดลงไปอย่างน้อยหลายแสนล้านบาท ซึ่งทำให้ผลต่อผู้กู้ได้ประหยัดเงิน สามารถนำเงินส่วนหนึ่งมาเสริมสภาพคล่องในธุรกิจ และนำมาจับจ่ายใช้สอย

ในส่วนของระบบธนาคารพาณิชย์ หลังจากที่ได้สำรองหนี้สูญไปแล้ว เพราะ NPL เกิน 6 เดือน จะตีกลับมาเป็นการรับรู้รายได้ถ้าเป็นการบันทึกบัญชีปกติ และเงื่อนไขในการอยู่ในโมเดล TFRS 9 ในเรื่องการปล่อยสินเชื่อ การดำรงสินทรัพย์ ป้องกันความเสี่ยงต่าง ๆ น่าจะทำได้ดีขึ้น และน่าจะมีเม็ดเงินเหลือในส่วนของการปล่อยเงินกู้สินเชื่อใหม่ได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ถ้าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นในกรอบที่เหมาะสม และธนาคารมั่นใจว่าธุรกิจน่าจะทำกำไรได้จากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น การปล่อยสินเชื่อน่าจะเริ่มกลับมาขยายตัวใกล้เคียงระดับปกติมากขึ้น ซึ่งจะดีต่อระบบเศรษฐกิจ ในส่วนของผู้กู้ที่เป็น NPL และผ่อนชำระไปตามเกณฑ์น่าจะได้ยกเว้นดอกเบี้ย 3 ปี น่าจะทำให้เข้าสู่เครดิตบูโรในเชิงของการเป็นลูกหนี้ปกติได้ดีขึ้น ซึ่งอาจทำให้มีโอกาสได้รับสินเชื่อใหม่เมื่อครบกำหนด 3 ปี ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้กู้ และระบบธนาคาร

สำหรับระบบเศรษฐกิจ เชื่อว่าเมื่อผู้กู้คล่องตัวขึ้น น่าจะมีการประคองธุรกิจไม่ให้ล้มละลาย รักษาการจ้างงานไว้ได้ ซื้อวัตถุดิบเป็นปกติ ขณะที่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ และรถ น่าจะคลายตัว เพราะไม่ต้องยึดรถ บ้าน และขายทอดตลาด ซึ่งจะไม่ทำให้ราคาสินทรัพย์ย่อลง

ดังนั้น เมื่อธนาคารกลับมาทำงานได้เป็นปกติ และปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น ระบบเศรษฐกิจน่าจะขยายตัวได้ดีขึ้น และเมื่อ GDP ดีขึ้น และหนี้คงค้าง หรือหนี้ครัวเรือนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มุ่งมั่นในการแก้ปัญหาร่วมกับหลายหน่วยงาน จะทำให้หนี้ต่อ GDP จากระดับ 89.6% ลดลงได้ในปีหน้ามาอยู่ที่ระดับ 87% ได้

“ประเมินเบื้องต้น วงเงินที่ใช้ในโครงการ คือธนาคารพาณิชย์ ลดการนำส่ง FIDF ไปประมาณ 39,000 ล้านบาท ส่วนต้นทุนธนาคารรัฐ ใช้มาตรา 28 อีกประมาณ 39,000 ล้านบาท เช่นกัน ดังนั้น ต้นทุนของภาครัฐจะอยู่ที่ประมาณ 72,000 ล้านบาท โดยในส่วนของธนาคารพาณิชย์จะได้ประโยชน์จากการประหยัดดอกเบี้ย และประหยัดเงินต้นอย่างน้อย 80,000-100,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะกระตุกเศรษฐกิจได้เพิ่มเติมถ้าคนเอาเงินมาใช้ 0.5-0.7% ของ GDP แต่ปีหน้ายังคงคาดการณ์ว่า GDP จะโตประมาณ 3% เพราะนโยบายจากทรัมป์ที่จะทำสงครามทางการค้าขึ้นภาษี 10% จะทำให้เงินหายจากระบบไปประมาณ 160,000 ล้านบาท” นายธนวรรธน์ กล่าว

3. มาตรการช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท คาดว่าเงินจะหมุนเข้าระบบประมาณ 40,000 ล้านบาท

ด้านนายวชิร คูณทวีเทพ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า มาตรการการพักหนี้สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ มองว่ารัฐบาลจำเป็นต้องหามาตรการต่อเนื่อง คือมาตรการสินเชื่อ เนื่องจากการพักหนี้อย่างเดียวโดยที่ไม่มีมาตรการอื่นเสริม สิ่งที่จะเกิดคือถ้าลูกหนี้คนนั้นสายป่านตึงแล้ว จะไม่สามารถขยับได้ ดังนั้น การพักหนี้จะเป็นการหยุดหนี้เฉย ๆ แต่กิจการไม่สามารถเดินหน้าต่อได้

นายธนวรรธน์ กล่าวถึงผลงานรัฐบาลว่า รัฐบาลมีความตั้งใจในการแก้ไขปัญหา โดยยึดหลักว่านโยบายในการหาเสียงเป็นสิ่งที่จะสามารถแก้ไขปัญหาประเทศ ดังนั้น รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจึงเข้ามาใช้นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต หวยเกษียณ แก้ไขหนี้ครัวเรือน และค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ จึงมองว่า รัฐบาลมีความตั้งใจในการแก้ปัญหาประเทศผ่านนโยบายของรัฐบาล จึงได้เกรด A ในเรื่องความตั้งใจนโยบาย แต่ด้านผลงานด้านเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ประมาณ C+ ถือว่าให้ผ่านเพราะเศรษฐกิจเริ่มฟื้น

อย่างไรก็ดี สิ่งที่รัฐบาลควรทำเพื่อให้ได้เกรด A เมื่อครบเทอม คือการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเกิน 4% ให้ได้ เพราะประเทศไทยยังขยายตัวต่ำในอาเซียน และถูกท้าทายจากสิงคโปร์ที่กำลังจะแซงไทย และถ้าไทยยังไม่สามารถเรียกความโดดเด่นกลับมาได้ จะเจอสถานการณ์ที่บริษัทนานาชาติไปลงทุนที่ต่างประเทศ เพราะยังไม่สามารถเติมเรื่องความสามารถในการแข่งขัน และโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังมีปัญหา ที่จะต้องเพิ่มบุคลากรด้าน IT ด้าน AI เพื่อเตรียมคนรองรับอนาคต

สำหรับมาตรการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศว่า ค่าแรงขั้นต่ำมีประมาณเกือบ 10 ล้านคน ทั้งแรงงานไทย และแรงงานต่างด้าว โดยภาระการขึ้นค่าแรงส่วนมาจะตกที่ SME และภาคการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้น ดังนั้น ถ้าขึ้นค่าแรงขั้นต่ำพร้อมกันทั่วประเทศ และแบบกระชาก ธุรกิจรับไม่ได้แน่นอน เพราะจะทำให้ธุรกิจมีกำไรน้อย และจะกลับไปเป็น NPL อีกครั้ง

อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นค่าแรงเป็นเรื่องที่ดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยสุทธิ แต่ถ้าขึ้นมากไปจะกลายเป็นภาระ เพราะเอกชนจะต้องผลักต้นทุน โดยหอการค้าไทย ประเมินว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเท่ากันทั่วประเทศ ต้นทุนทางเศรษฐกิจจะเพิ่มประมาณ 6.8% และผลักภาระไป 100% จะทำให้เงินเฟ้อบวกขึ้นอย่างน้อย 3-4% อย่างไรก็ดี เชื่อว่าเอกชนจะผลักภาระไปไม่มาก ประมาณ 20-40% ซึ่งก็อาจดันเงินเฟ้อให้บวกขึ้นประมาณ 1%