แนวโน้มอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ปี 2025 คาดว่าอยู่ที่ 34.7 ล้านตัน หดตัว 5.5% แนะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และขยายช่องทางการตลาด
Categories :
Public : 22/08/2025อุปสงค์การใช้งานปูนซีเมนต์ในประเทศไทยปี 2025 เผชิญแรงกดดันจากการก่อสร้างภาคเอกชนที่หดตัว ปริมาณการจำหน่ายปูนซีเมนต์โดยรวมในประเทศปี 2025 คาดว่าอยู่ที่ 34.7 ล้านตัน หดตัว 5.5% จากปี 2024 โดยเป็นผลมาจากโครงการก่อสร้างภาคเอกชนที่หดตัวลง โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ แม้ว่าโครงการก่อสร้างภาครัฐจะยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่องจากปี 2024 แต่ก็เป็นการเติบโตในอัตราที่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อการหนุนให้ปริมาณการจำหน่ายปูนซีเมนต์ในประเทศขยายตัวจากปีก่อนได้

โดยความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยง ที่อาจจะกระทบให้การจัดทำงบประมาณประจำปี 2026 รวมถึงการเปิดประมูลโครงการก่อสร้างใหม่ ๆ ของภาครัฐล่าช้าออกไป ซึ่งอาจกระทบต่อความต้องการใช้งานปูนซีเมนต์ในโครงการก่อสร้างภาครัฐในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 ไปจนถึงปีหน้าตามมา
ขณะที่ราคาปูนซีเมนต์พอร์ตแลนด์โดยเฉลี่ยของปี 2025 มีแนวโน้มอยู่ที่ 1,809 บาท/ตัน ลดลง 2.9%YOY ตามแนวโน้มราคาพลังงานโลก ทั้งถ่านหินและน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของการผลิตปูนซีเมนต์ และแนวโน้มอุปสงค์การใช้งานในภาคก่อสร้างที่ลดลง โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการควบคุมมาตรฐานการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน จะเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้ผู้ผลิตปูนซีเมนต์ไทย ผู้ผลิตปูนซีเมนต์ของไทยมีการพัฒนาปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก ที่สามารถลดกระบวนการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากการเผาไหม้ปูนเม็ดที่ก่อให้เกิดการปล่อย CO2

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน และพลังงานทางเลือก รวมถึงการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการใช้เตาเผาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงานมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน และเป็นโอกาสขยายฐานลูกค้า ทั้งภาครัฐที่มีการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการลดการปล่อย CO2 เพื่อสร้างความยั่งยืน และเทรนด์ของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ทั้งนี้เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2025 ที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้เกิดความตระหนักถึงการควบคุมและการตรวจสอบคุณภาพของวัสดุก่อสร้างให้ได้ตามมาตรฐานมากขึ้น โดยในส่วนของปูนซีเมนต์ที่นอกจากจะต้องมีการผลิตให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพตามมาตรฐานอุตสาหกรรมแล้ว ผู้ผลิตปูนซีเมนต์อาจยังต้องสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการที่อยู่ในเครือและคู่ค้า เพื่อควบคุมมาตรฐานไปถึงการผลิตคอนกรีตผสมเสร็จ เนื่องจากเป็นสินค้าที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกันกับปูนซีเมนต์ ซึ่งจะมีผลต่อความเชื่อถือในคุณภาพ และตราสินค้าจากผู้ว่าจ้างโครงการก่อสร้างด้วยเช่นกัน
โดยภาพรวม การส่งออกปูนซีเมนต์ในช่วงที่ผ่านมามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ในช่วงปี 2018 โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากแรงกดดันด้านอุปทาน เนื่องจากประเทศคู่ค้าหลักมีการผลิตปูนซีเมนต์ภายในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้ผลิตปูนซีเมนต์รายใหญ่ทั้งของโลกและของไทยเข้าไปดำเนินธุรกิจและขยายฐานการผลิตในประเทศดังกล่าวมากขึ้น
นอกจากปัจจัยด้านอุปทานแล้ว สำหรับในปี 2025 ตลาดส่งออกปูนซีเมนต์ยังมีแนวโน้มหดตัวจากปัจจัยด้านอุปสงค์ด้วย เนื่องจากความต้องการใช้งานปูนซีเมนต์ของประเทศคู่ค้าหลัก ทั้งเวียดนาม, กัมพูชา, ศรีลังกา และบังกลาเทศ ซึ่งเป็นผู้นำเข้าปูนซีเมนต์ที่สำคัญของไทย มีแนวโน้มชะลอตัวจากปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจ และการชะลอตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ SCB EIC คาดว่าปริมาณการส่งออกปูนซีเมนต์ของไทยโดยรวมในปี 2025 ทั้งปูนเม็ด (Clinker) ปูนซีเมนต์พอร์ตแลนด์ และปูนซีเมนต์ผสมประเภทอื่น ๆ มีแนวโน้มลดลงไปอยู่ที่ 6.0 ล้านตัน (-8.8%YOY) และในระยะข้างหน้าคาดว่าจะยังคงปรับตัวลดลงต่อเนื่องมาอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนปี 2020 จากโครงสร้างตลาดปูนซีเมนต์ในประเทศคู่ค้าหลักที่เปลี่ยนแปลงไปดังกล่าว
แนวโน้มราคาปูนซีเมนต์เฉลี่ยทั้งปี 2025 คาดว่าจะปรับลดลงมาอยู่ที่ราว 1,809 บาท/ตัน (-2.9%YOY) โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ราคาปูนซีเมนต์ยังคงปรับตัวสูงขึ้นโดยมีแรงหนุนหลักมาจากโครงการก่อสร้างภาครัฐที่มีการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุน และการเดินหน้าโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเดือนมีนาคม 2025 อย่างไรก็ตาม คาดว่าราคาปูนซีเมนต์ในช่วงที่เหลือของปี 2025 มีแนวโน้มปรับตัวลดลงตามทิศทางราคาพลังงานโลก ทั้งถ่านหิน และน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของการผลิตปูนซีเมนต์ รวมถึงแนวโน้มอุปสงค์การใช้งานที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะในภาคก่อสร้างที่อยู่อาศัย รวมถึงการเบิกจ่ายของโครงการก่อสร้างภาครัฐที่คาดว่าจะเริ่มลดลงในช่วงปลายปี
การผลิตปูนซีเมนต์ของไทยปี 2025 มีแนวโน้มอยู่ที่ 40.1 ล้านตัน (-2.8%YOY) ลดลงตามแนวโน้มความต้องการใช้งานทั้งในประเทศ และตลาดส่งออก ไทยมีการผลิตปูนซีเมนต์ปีละราว 38-43 ล้านตัน โดยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2025 มีการผลิตปูนซีเมนต์ 11.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6.8%YOY อย่างไรก็ตาม SCB EIC ประเมินว่า ในช่วงที่เหลือของปี 2025 การผลิตปูนซีเมนต์ในประเทศมีแนวโน้มชะลอลง โดยคาดว่าจะมีการผลิตปูนซีเมนต์ในเดือนเมษายน-ธันวาคม 2025 อีกประมาณ 28.9 ล้านตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 6.0%YOY จากการที่ผู้ผลิตปูนซีเมนต์ยังต้องลดปริมาณการผลิตปูนซีเมนต์ลงตามแนวโน้มความต้องการใช้งานที่หดตัว โดยเฉพาะการก่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในช่วงที่เหลือของปี 2025 ที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ และเพื่อรักษาปริมาณสินค้าคงคลังไว้ให้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้คาดว่าปริมาณการผลิตปูนซีเมนต์โดยรวมทั้งปี 2025 มีแนวโน้มอยู่ที่ 40.1 ล้านตัน ลดลง 2.8%YOY ซึ่งจะส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงไปอยู่ที่ประมาณ 53.3% โดยเป็นการลดลงอย่างต่อเนื่องจากปี 2019 จากการที่ผู้ประกอบการมีการขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง จาก 68.6 ล้านตันในปี 2019 มาอยู่ที่ 75.2 ล้านตันในปี 2025
Competitive landscape
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และขยายช่องทางการตลาด ที่สามารถเจาะกลุ่มลูกค้าได้อย่างครอบคลุม รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพสินค้า จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับผู้ผลิตปูนซีเมนต์ของไทย
ผู้ผลิตปูนซีเมนต์ของไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มการเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ส่งผลให้มีการผลิตปูนซีเมนต์ที่เป็น Low-carbon product รวมถึงปูนซีเมนต์สำเร็จรูป หรือปูนซีเมนต์มอร์ตาร์ที่สะดวกต่อการใช้งานเฉพาะ เช่น งานก่อ งานฉาบ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มจากปูนซีเมนต์ทั่วไป ออกมาแข่งขันในตลาดเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์ในตลาด
ขณะเดียวกัน การแข่งขันด้านการตลาดระหว่างผู้ประกอบการมีความรุนแรงมากขึ้น โดยมีการใช้กลยุทธ์ขยายฐานลูกค้า ทั้งการมุ่งทำการตลาดในรูปแบบผู้ผลิตถึงกลุ่มลูกค้าธุรกิจ (B2B) เช่น กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงรูปแบบผู้ผลิตถึงผู้บริโภคโดยตรง (B2C) เช่น การเปิดร้านค้าปลีกภายใต้แบรนด์ของตนเอง การขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงบางรายมีการจำหน่ายโดยตรงให้กับโครงการภาครัฐ (B2G) เพื่อขยายฐานลูกค้าให้มีความหลากหลาย ครอบคลุมมากขึ้น
ทั้งนี้ผู้ผลิตปูนซีเมนต์รายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีการบริหารจัดการต้นทุนได้ค่อนข้างดี ส่งผลให้ระดับอัตรากำไรยังอยู่ในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง สะท้อนจากผลประกอบการในปี 2024 และในไตรมาสแรกของปี 2025 ที่ยังมีการรักษา EBITDA margin ไว้ในระดับที่สูงกว่า 20% ซึ่งเป็นผลมาจากการลดต้นทุนด้านพลังงาน ด้วยการลดการพึ่งพาพลังงานถ่านหิน และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน รวมถึงพลังงานทางเลือกในกระบวนการผลิต อีกทั้ง ยังมีการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการใช้เตาเผา เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงานมากขึ้น
SCB EIC มองว่า การที่ผู้ผลิตปูนซีเมนต์ของไทยได้พัฒนาการผลิตปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกที่มีคุณสมบัติด้านความแข็งแรงเทียบเท่ากันกับปูนซีเมนต์พอร์ตแลนด์ทั่วไป และเพิ่มสัดส่วนการวางจำหน่ายทดแทนปูนซีเมนต์แบบดั้งเดิมได้อย่างต่อเนื่อง จะนำไปสู่การผลิตปูนซีเมนต์ที่เป็น Low-carbon product ที่ตอบโจทย์เป้าหมายการเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งหากสามารถพัฒนาต่อเนื่องจนผลิตทดแทนปูนซีเมนต์แบบดั้งเดิมได้ทั้งหมด ก็จะสามารถลดการปล่อย CO2 จากการผลิตปูนซีเมนต์ในอดีตได้กว่า 50% และคาดว่าจะมีความต้องการใช้งานเพิ่มมากขึ้นในระยะข้างหน้า ทั้งจากภาครัฐที่มีการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้กำหนดคุณสมบัติสินค้าวัสดุก่อสร้าง 3 ประเภท ในระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างสำหรับโครงการก่อสร้างของภาครัฐ ได้แก่ ปูนซีเมนต์, ฉนวนกันความร้อน และเหล็ก ที่จะต้องได้รับมาตรฐานรับรองด้านความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงจากผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการลดการปล่อย CO2 เพื่อสร้างความยั่งยืน และเทรนด์ของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งจะหนุนให้มีการหันมาใช้งานปูนซีเมนต์ที่เป็น Low-carbon product มากขึ้น
ทั้งนี้ผู้ว่าจ้างโครงการก่อสร้างยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพวัสดุก่อสร้าง ซึ่งส่งผลต่อความแข็งแรง และอายุการใช้งานของตัวอาคารและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงความสามารถของตัวอาคารและสิ่งปลูกสร้างในการรับมือต่อภัยพิบัติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงมากขึ้น และเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2025 ที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้เกิดความตื่นตัวและตระหนักถึงการควบคุมและการตรวจสอบคุณภาพของวัสดุก่อสร้างให้ได้ตามมาตรฐานมากขึ้น โดยในส่วนของปูนซีเมนต์ซึ่งเป็นวัสดุโครงสร้างที่นอกจากจะต้องมีการผลิตให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานอุตสาหกรรมแล้ว ผู้ผลิตปูนซีเมนต์อาจยังต้องสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการที่อยู่ในเครือของบริษัทและคู่ค้า เพื่อควบคุมมาตรฐานไปถึงการผลิตคอนกรีตผสมเสร็จ เนื่องจากเป็นสินค้าที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกันกับปูนซีเมนต์ ซึ่งจะมีผลต่อความน่าเชื่อถือของคุณภาพสินค้า และตราสินค้าจากผู้ว่าจ้างโครงการก่อสร้างด้วยเช่นกัน
บทความโดย
วรรณโกมล สุภาชาติ นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)
