S&P Global Ratings คาดปี69-70 GDP ของไทยจะเติบโต ประมาณ 2.4% – เงินเฟ้อต่ำ ธปท. ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย !!!!
Categories :
Public : 26/10/2026S&P Global Ratings คาดปี69-70 GDP ของไทยจะเติบโต ประมาณ 2.4% - เงินเฟ้อต่ำ ธปท. ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย !!!!

สถาบันจัดอันดับเครดิต 2 แห่ง คือ S&P Global Ratings และทริสเรทติ้งได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเรื่อง “Thailand Credit Spotlight 2026” โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนหน่วยงานที่ได้รับการจัดอันดับเครดิต นักลงทุนสถาบัน สถาบันการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ รวมทั้งสื่อมวลชนมาร่วมกันหารือเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอกาสในการเติบโต รวมถึงบทบาทที่พัฒนามากยิ่งขึ้นของภาคการเงินที่ยั่งยืนเพื่อการเปลี่ยนผ่านในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว
การประชุมในครั้งนี้มีทั้งการนำเสนอและการอภิปรายกลุ่มย่อยเกี่ยวกับประเด็นสำคัญต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและตลาดทุนของประเทศไทย ซึ่งรวมถึงแนวโน้มการเติบโตของประเทศท่ามกลางความไม่แน่นอนในภูมิภาคทั่วโลก ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น และแนวทางการจัดหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น เป็นต้น โดยผู้บริหารอาวุโสและผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันจัดอันดับเครดิต S&P Global Ratings และทริสเรทติ้ง ตลอดจนหน่วยงานกำกับดูแลด้านกฎระเบียบ นักลงทุนสถาบัน และบริษัทเอกชนชั้นนำต่าง ๆ ได้ร่วมกันเสนอมุมมองและข้อเสนอแนะในที่ประชุมซึ่งมีเนื้อหาโดยสรุปดังนี้
Louis Kuijs – Chief Economist, Asia-Pacific, S&P Global Ratings
เสนอมุมมองเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจไทย
เศรษฐกิจไทยกำลังได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่จากแรงขับเคลื่อนด้านวงจรที่สำคัญซึ่งส่งผลกระทบต่อภูมิภาค ราคาของพลังงานทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้นกำลังเพิ่มต้นทุนการนำเข้าอีกทั้งยังทำให้ต้นทุนปัจจัยการผลิตและอัตราเงินเฟ้อของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้กำลังลดทอนกำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วงเวลาที่การบริโภคอยู่ในภาวะที่ซบเซาอยู่แล้วอันเนื่องมาจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง
ในทางกลับกัน ยอดการส่งออกเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พุ่งสูงขึ้นนั้นกำลังช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยตรงและกระตุ้นการลงทุนในภาคการผลิตที่เน้นตลาดต่างประเทศ ส่วนสถานการณ์ภายในประเทศนั้นคาดว่าความจุของดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) จะเติบโตอย่างรวดเร็วในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
การพัฒนาเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นท่ามกลางฉากหลังของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ห่วงโซ่อุปทานกำลังถูกปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่เพื่อตอบสนองต่อกำแพงภาษีของประเทศสหรัฐฯ และปัจจัยพิจารณาทางภูมิรัฐศาสตร์ ในขณะที่ความสามารถอันโดดเด่นด้านการผลิตของจีนกำลังสร้างความท้าทายให้กับผู้ผลิตทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เราคาดว่าการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ทั้งหมดนี้จะยังคงดำเนินต่อไปจนถึงเกือบสิ้นปี 2570 จากประมาณการล่าสุดของ S&P Global Ratings สำหรับประเทศไทยซึ่งประกาศไปเมื่อเดือนกันยายน 2569 นี้ที่คาดการณ์ว่า GDP ของไทยจะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 2.4% ทั้งในปี 2569 และปี 2570 และเมื่อพิจารณาจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่คาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับต่ำแล้ว เราจึงคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเร็ว ๆ นี้
Kim Eng Tan – Managing Director & Sector Lead, Sovereign Ratings, S&P Global Ratings
เสนอมุมมองเกี่ยวกับอันดับเครดิตประเทศและรัฐบาลไทย
สถานการณ์ภายนอกประเทศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้เปิดโอกาสให้ประเทศไทยเร่งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหลังจากที่ก่อนหน้านี้ประเทศไทยขยายตัวช้ากว่าประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย
หากรัฐบาลไทยสามารถบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ดี รวมทั้งปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจภายในประเทศ และมีการลงทุนเพื่อยกระดับขีดความสามารถของแรงงานไทย ประเทศไทยก็จะสามารถดึงดูดการลงทุนจากภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตได้
ฐานะการคลังของรัฐบาลที่เคยอ่อนแอลงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาอาจมีรากฐานที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นสำหรับการฟื้นฟูให้กลับมาดีขึ้น อย่างไรก็ตาม พัฒนาการในเชิงบวกเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประเทศไทยมีระบบการเมืองที่มีความมั่นคงมากกว่าที่เคยมีมาตลอดช่วงเวลาส่วนใหญ่ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาแล้วเท่านั้น

ดร. บุญทิวา ชีวตระกูลกิจ – ผู้จัดการ ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด
ทริสเรทติ้งคาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะยังคงเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึงจนถึงปี 2570 โดยการลงทุนและการส่งออกจะยังคงขยายตัวสูงกว่าการบริโภคภาคเอกชนต่อไป โดยทริสเรทติ้งปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของ GDP ปี 2569 เป็น 2.0% จาก 1.8% และคาดว่าการเติบโตจะปรับตัวดีขึ้นเป็น 2.2% ในปี 2570 ทั้งนี้ การลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่งกว่าคาดและการส่งออกสินค้าที่ยังคงแข็งแกร่งเป็นปัจจัยหลักที่สนับสนุนแนวโน้มดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ อุปสงค์โลกที่ชะลอตัว และความผันผวนของราคาน้ำมันยังคงเป็นความเสี่ยงด้านลบที่สำคัญ
Ivan Tan – Director, Financial Institutions Ratings, S&P Global Ratings
เสนอมุมมองเกี่ยวกับสถาบันการเงินไทย
เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงการฟื้นตัวในรูปตัว K (K-shaped Recovery) โดยแรงขับเคลื่อนการเติบโตกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกลุ่มการผลิตขั้นสูง รวมทั้งการส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ในขณะที่ภาคส่วนที่พึ่งพาการบริโภคและอุปสงค์ภายในครัวเรือนยังคงหยุดชะงักเนื่องจากความท้าทายเชิงโครงสร้าง
ทิศทางการเติบโตของสินเชื่อในภาคธนาคารมีแนวโน้มที่จะสะท้อนตามความเป็นจริงของสภาวะเศรษฐกิจ และเราคาดว่าจะเห็นเม็ดเงินสินเชื่อไหลเข้าสู่กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่มากกว่ากลุ่มลูกค้ารายย่อยและกลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2569 และต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570
ธนาคารพาณิชย์ของไทยมีเงินกองทุนที่แข็งแกร่งและมีระดับสภาพคล่องที่เข้มแข็ง อีกทั้งยังมีความพร้อมเป็นอย่างดีที่จะสนับสนุนเงินทุนเพื่อรองรับความต้องการสินเชื่อในภาคธุรกิจที่ฟื้นตัวขึ้น
Yijing Ng – Director, Corporate Ratings, S&P Global Ratings
เสนอมุมมองเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์ของไทย
อัตราการเติบโตของตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยอยู่ในกลุ่มสูงสุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและจะดำเนินไปจนถึงปี 2573 โดยภาคธุรกิจนี้อาจมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีสูงกว่า 30% ในช่วงเวลาดังกล่าวจากข้อมูล “451 Research” ซึ่งเป็นธุรกิจวิจัยและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีของ S&P Global ทั้งนี้ การเติบโตอันแข็งแกร่งนี้มีแรงขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลและการเปิดรับ AI ที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงอุปสงค์ที่ล้นทะลักมาจากตลาดที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร ซึ่งรวมถึงสิงคโปร์และมาเลเซียซึ่งประเทศหลังนี้เริ่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยในปัจจุบันกำลังอยู่ในภาวะชะลอตัวชั่วคราวเนื่องจากประเทศกำลังอยู่ในช่วงจัดทำกรอบข้อบังคับทางกฎหมายสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านทรัพยากร ในระหว่างนี้ หน่วยงานรับผิดชอบได้สั่งระงับโครงการไปแล้ว 49 โครงการและชะลอการอนุมัติสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในแผนงานอีก 117 แห่ง
เราเชื่อว่าการหยุดชะงักชั่วคราวนี้ในท้ายที่สุดแล้วอาจช่วยปูทางให้ภาคธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวหากมีการบังคับใช้กรอบข้อบังคับใหม่นี้เป็นอย่างดี การเริ่มต้นกฎระเบียบใหม่ในครั้งนี้คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศมาเลเซียเมื่อปี 2568 ซึ่งในตอนนั้นทางการมาเลเซียได้เพิ่มความเข้มงวดด้านข้อกำหนดความยั่งยืนรวมถึงปรับเพิ่มค่าไฟฟ้าและค่าน้ำสำหรับภาคธุรกิจนี้
ความสามารถในการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงทีสามารถช่วยย่นระยะเวลาในการนำโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ออกสู่ตลาดและช่วยเพิ่มความดึงดูดใจของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางของการจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ นอกจากนี้ เรายังคาดหวังว่าผู้เล่นในกลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้าบางรายจะมีบทบาทมากขึ้นสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเนื่องจากการเข้าถึงแหล่งพลังงานกำลังกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญสำหรับการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก
นายอรรณพ ศุภชยานนท์, CFA – ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด
การลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยกำลังสร้างโอกาสให้กับหลายธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ทั้งธุรกิจไฟฟ้า นิคมอุตสาหกรรม สาธารณูปโภคด้านน้ำ โทรคมนาคมและโครงข่ายไฟเบอร์ รวมถึงธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและวิศวกรรม อย่างไรก็ดี ประโยชน์ในเชิงเครดิตจะแตกต่างกันไป ผู้ประกอบการที่สามารถสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอและคาดการณ์ได้จะมีความพร้อมมากกว่าในการคว้าโอกาสเหล่านี้ ขณะที่ภาระหนี้ การกระจุกตัวของลูกค้า และความเสี่ยงด้านการดำเนินงานยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ โดยสัญญาที่มีความแน่นอน ฐานลูกค้าที่หลากหลาย และโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้วจะช่วยลดทอนความเสี่ยงได้
นายปรเมศร์ รักการงาน – ผู้อำนวยการ Sustainable Finance Department บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด
From Framework to Credibility: จากกรอบการออกตราสาร สู่ความน่าเชื่อถือที่ตรวจสอบได้
ตลาดตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืนของไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่การออกตราสารยังกระจุกตัวอยู่ในภาครัฐและผู้ออกตราสารที่ดำเนินกิจกรรมสีเขียวอยู่แล้ว ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2569 ได้รองรับการออกและเสนอขายตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Bond) และตราสารหนี้เพื่อกิจกรรมสีเหลืองตามมาตรฐาน Thailand Taxonomy (Thailand Amber Bond) จึงเปิดช่องทางการระดมทุนให้แก่ภาคธุรกิจที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ยาก (Hard-to-abate Sectors) ซึ่งมีโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่อาจยังไม่เข้าเกณฑ์กิจกรรมสีเขียว ทริสเรทติ้งเห็นว่า ปัจจัยสำคัญในการขยายฐานโครงการที่สามารถลงทุนได้คือความน่าเชื่อถือ มากกว่าประเภทของตราสาร ตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่านที่น่าเชื่อถือควรมีองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้
-
- เส้นทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่อิงหลักวิทยาศาสตร์ (Science-based Pathway)
- แผนการลงทุนที่สอดรับกับเส้นทางดังกล่าว
- มาตรการป้องกันและบรรเทาผลกระทบ (Safeguards) ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมถึงความเสี่ยงจาก Carbon Lock-in
- การรายงานข้อมูลที่โปร่งใส และได้รับการสอบทานทั้งก่อนและหลังการออกตราสาร
ปัจจุบันตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่านมีสัดส่วนเพียงประมาณ 1% ของการออกตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืนทั่วโลก ผู้ออกตราสารไทยจึงมีโอกาสเป็นผู้บุกเบิกในตลาดนี้ ทั้งนี้ ผู้ออกตราสารควรคัดกรองโครงการก่อนเลือกประเภทตราสาร และหารือกับผู้ประเมินภายนอกที่เป็นอิสระ (External Review Provider) ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
Pauline Tang – Associate Director, Corporate Ratings, S&P Global Ratings
เสนอมุมมองเกี่ยวกับบริษัทธุรกิจเอกชนของไทย
กระแสโลกในปัจจุบันกำลังเปิดทางและส่งเสริมสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจให้แก่บริษัทผู้ออกตราสารทางการเงินไทยที่พิจารณาให้โครงการลงทุนที่เปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของบริษัทเหล่านี้
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบันได้เน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของความมั่นคงทางพลังงาน ในขณะเดียวกัน ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น เช่น อุทกภัยในเนปาล ไฟป่าในอินโดนีเซีย ไปจนถึงคลื่นความร้อนที่รุนแรงในยุโรปล้วน ตอกย้ำถึงความเสี่ยงทางกายภาพที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในขณะเดียวกัน การเติบโตของภาคธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยก็คาดว่าจะขับเคลื่อนให้เกิดอุปสงค์ด้านพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ผู้ผลิตพลังงานและไฟฟ้าต้องขยายกำลังการผลิตของตนเอง
การตอบสนองความต้องการใช้พลังงานนี้มีแนวโน้มว่าจะต้องอาศัยการเติบโตและการลงทุนอย่างมากในด้านพลังงานหมุนเวียน โดยคาดว่าระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) จะมีสัดส่วนมากกว่า 40% ของการผสมผสานพลังงานของประเทศไทยภายในปี 2580 จากเดิมที่มีอยู่ประมาณ 10% ในปัจจุบัน ซึ่งหมายความว่าโลกจะต้องการกำลังการผลิตพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 39 กิกะวัตต์ในช่วงทศวรรษหน้า
ก๊าซธรรมชาติก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับพลังงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน การลดลงของแหล่งอุปทานภายในประเทศ ตลอดจนข้อจำกัดด้านความยั่งยืน และการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานน่าจะเป็นปัจจัยเร่งที่กระตุ้นให้ภาคพลังงานของไทยต้องเพิ่มความหลากหลายของส่วนผสมของพลังงาน (Energy Mix) รวมทั้งเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตและสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการลงทุนมากขึ้น และแนวโน้มในลักษณะเดียวกันนี้ก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นในภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ของไทยด้วยเช่นกัน
ท่ามกลางบริบทดังกล่าว หุ้นกู้เพื่อการปรับเปลี่ยนสู่ความยั่งยืน (Transition Bonds) ภายใต้มาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยอาจกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกการระดมทุนสำหรับผู้ออกตราสารหนี้ชาวไทย โดยนักลงทุนมีแนวโน้มที่จะพิจารณาถึงความสามารถของผู้ออกตราสารในการระดมทรัพยากรและดำเนินโครงการเปลี่ยนผ่านต่าง ๆ ให้สำเร็จในขณะที่ยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน รวมทั้งรักษาวินัยทางการเงินและความน่าเชื่อถือด้านเครดิตเอาไว้ได้
