กกร. คาดจีดีพีปี 2566 โต 3-3.5% หวั่นตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า กระทบเศรษฐกิจโตแค่ 2-2.5% เร่งดูแลเรื่องต้นทุนและค่าครองชีพประชาชน

Categories : Update News, Finance

Public : 07/06/2023
 

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทยทำหน้าที่ประธานที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.)ที่ประกอบด้วยสมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กกร.ประจำเดือนมิ.ย. 66 ยังคงกรอบการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP)ปี 2566 โต 3% ถึง 3.5% ส่งออก -1% ถึง 0% และเงินเฟ้อ 2.7 ถึง3.2% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลังยังอยู่ในภาวะชะลอตัวจนกว่าประเทศใหญ่อย่างจีนจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามกกร.มีความคาดหวังว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะแล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อที่จะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพราะหากล่าช้าก็จะเป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจเช่นกัน

“เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่องจากการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 4 เดือนแรกเข้ามาสูงกว่า 8 ล้านคน และทั้งปีมีศักยภาพที่จะมากถึง 30 ล้านคนซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการจ้างงาน แต่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากการฟื้นตัวที่ล่าช้าของเศรษฐกิจโลก ที่อาจทำให้การส่งออกปี 2566 หดตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา”นายผยงกล่าว

สำหรับเงินเฟ้อยังคงเป็นปัจจัยท้าทาย โดยธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดปรับขึ้นอีก 0.25% เป็น 2% และมีแนวโน้มว่าจะยังปรับขึ้นต่อไปด้วยเหตุว่าเงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ในระดับสูง จึงทำให้กกร.มีความกังวลโดยเฉพาะในหมวดอาหารที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและอาจถูกซ้ำเติมจากการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะกระทบต่อผลผลิตภาคเกษตรและราคาสินค้าในระยะข้างหน้า และยังรวมถึงแนวโน้มค่าแรงขั้นต่ำที่อาจปรับขึ้นเป็น 450 บาทต่อวันที่อาจทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น 0.82% ถ้าไม่มีการเพิ่มทักษะแรงงานและผลิตภาพแรงงานให้เหมาะสมไปพร้อมกับการปรับเปลี่ยน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยราคาดีเซลที่การลดภาษีสรรพสามิตลิตรละ 5 บาทจะสิ้นสุดในวันที่ 20 ก.ค.นี้ซึ่งเป็นต้นทุนค่าขนส่งผู้ประกอบการ ปัจจัยเหล่านี้จะกดดันต่อต้นทุนของผู้ประกอบการและครัวเรือน นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจซ้ำเติมต้นทุนผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม ดังนั้นการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ต้องรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่ฟื้นตัวไม่เต็มที่และไม่ทั่วถึง

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานส.อ.ท. กล่าวว่า ต้องการเห็นการจัดตั้งรัฐบาลให้เป็นไปตามไทม์ไลน์ภายในเดือนสิงหาคมนี้เพื่อสร้างควาเชื่อมั่นต่อการลงทุนและการบริโภคโดยหากมีความล่าช้าออกไป2-3 เดือนและเกิดสถานการณ์รุนแรงเช่น มีการประท้วง จะกระทบต่อกรอบการเติบโตของ GDP ที่อาจจะเหลือเพียง 2-2.5% ได้รวมถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ(FDI) ที่ลดลง อย่างไรก็ตามระหว่างนี้รัฐบาลรักษาการอยากเห็นการออกมาตรการดูที่จะลดค่าครองชีพของประชาชนและดูแลต้นทุนผู้ประกอบการเพื่อให้ประคองตัวเองได้

“ ตอนนี้ส่งออกเองติดลบติดต่อกัน 7 เดือนทำให้คำสั่งซื้อลดลงภาคอุตสาหกรรมเอง 19 อุตสาหกรรมจาก 45 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังคงต้องรักษาการผลิตเพื่อประคองการจ้างงาน เช่น วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักรกล เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ “ นายเกรียงไกรกล่าว