TDRIมองตั้งรัฐบาลช้าคือความเสี่ยงเศรษฐกิจไทย-KTCเดินหน้าเติบโตลุ้นเป้ายอดช้อปขยายตัว15%
Categories : Update News, Stock Market, Finance
Public : 12/06/2023TDRI มองเศรษฐกิจครึ่งปีหลังดี ทั้งปี โต3.5% การเมือง รัฐบาลใหม่ -นโยบายคือความเสี่ยง การตัดสินใจลงทุนของนักลงทุน ด้าน KTCปีนี้มองยอดช้อปผ่านบัตรเครดิตโต10% -15% พร้อมเดินหน้าล็อกต้นทันการเงิน จ่อขายหุ้นกู้อีก 4-5พันล้าน
ดร. กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการ โครงการ TDRI Economic Intelligence Service(EIS) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก และคาดว่าทั้งปี จีดีพีจะโต 3.5%ดีขึ้นจากปีก่อนที่โต 2.6%
ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตประกอบด้วยจากการท่องเที่ยว ที่ดีขึ้น การส่งออกจะดีขึ้นจากครึ่งปีแรกและจีนเริ่มฟื้น ทำให้กำลังซื้อและการบริโภคของประชาชนดีขึ้น
"แนวโน้มเศรษฐกิจโลก ถดถอย อาจมีผลต่อการส่งออก โดยธนาคารโลกประเมินเศรษฐกิจโลกจะโต 2.1% USA สหรัฐจะโต 1% แต่ประเมินว่าจีนจะโต 5.6% จากเดิม4.3% ซึ่งเศรษฐกิจจีนโตจะส่งผลดีต่อไทยเพราะไทยส่งออกไปจีนเป็นอันดับ 2 นำเข้าอันดับ1 และการที่จีนเปิดประเทศจะหนุนให้นักท่องเที่ยวจีนมาไทย5-6ล้านคน "
สำหรับค่าเงินบาท มองว่าทั้งปีจะอยู่ในระดับ 33.7บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากปีก่อน ที่ทั้งปีเฉลี่ย 35 บาท ต่อดอลลา์ หลังค่าเงินสหรัฐเริ่มทรงตัวจากที่ปีก่อนแข็งค่าจากเงินทุนที่ไหลเข้าหลังธนาคารสหรัฐ(เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง มาสู่ระดับ 5.25% และประเมินว่า หลังจากนี้ เฟดจะหยุดขึ้นดอกเบี้ย และจะทรงตัวในระดับนี้ต่อไปและประเมินว่า ช่วงต้นปีหน้าอาจเห็นเฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้เงินชะลอการไหลเข้าสหรัฐ
อย่างไรก็ตามภาพรวมการบริโภคและการลงทุนในครึ่งปีหลังรวมๆดีขึ้นรวมถึงหากดูจากผลสำรวจความต้องการจ้างงานของผู้ประกอบการก็อยู่เหนือ 53% แต่เป็นผลสำรวจก่อนที่ ผลการเลือกตั้งจะออกและมีนโยบายค่าแรง 450 บาท ซึ่งหากค่าแรงขยับจาก350บาทไป450บาทซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ30% ก็อาจส่งผลกระทบบ้าง แต่ในส่วนอุตสาหกรรมที่จำเป็นก็ยังต้องมีการจ้างงานต่อไป
ดร. กิริฎา กล่าว่า ในส่วนของความเสี่ยง คือการเมือง การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ที่ถ้าหากช้าก็จะมีผลต่อการลงทุน ที่ช่วงไตรมาสสุดท้ายไม่สามารถที่จะใช้เงินตามงบประมาณปี2567 ได้ และตามกฎหมายก็ต้องใช้งบลงทุนตามปีก่อนหน้าซึ่งจะทำให้ จีดีพี งวดสุดท้ายไม่โต หรือโต0% รวมถึงอาจมีผลต่อการเข้ามาลงทุน เพราะนักลงทุนต่างชาติ รอดูนโยบายของรัฐบาลทั้งเรื่องพลังงาน เรื่องค่าแรง ซึ่งอาจเป็นผลให้มีการตัดสินใจไปลงทุนที่อื่นแทน
"ปัจจัยการเมือง เหล่านี้ถูกคำนวณในสมมุติฐานการเติบโตของจีดีพีปีนี้ที่3.5% แล้วเพราะมองว่าท่องเที่ยวจะกลับมา 29ล้านคนและการส่งออกเติบโต ส่วนเงินเฟ้อน่าจะอยู่ในระดับ 2.5% ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายนี้นมองว่าจะขยับขึ้นอีก0.25% จาก2% ในปัจจุบันส่วนจะเห็นการขยับในอัตรา0.50% หรือไม่ต้องรอ เพราะหากดูตอนนี้ดอกเบี้ยนโยบายของไทยถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำที่สุด
นายชุติเดช ชยุติ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส กลุ่มงานบริหารการเงิน “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เผยว่า “การประเมินเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังมีแนวโน้มขยายตัวของทีดีอาร์ไอ เป็นไปในแนวทางเดียวกับข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผลจากภาคการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการจ้างงานสร้างรายได้ และเชื่อว่าจะส่งผลบวกให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลขยายตัวมากขึ้น โดยในช่วงไตรมาส 1/2566 เคทีซีมีสัดส่วนของลูกหนี้บัตรเครดิตเทียบกับอุตสาหกรรม เท่ากับ 14.8% อัตราการเติบโตของปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรอยู่ที่ 22.5% สูงกว่าอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเติบโตที่ 17.7% ส่วนแบ่งตลาดของปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรของบริษัทฯ เท่ากับ 12.2% และมีสัดส่วนของลูกหนี้สินเชื่อบุคคลเทียบกับอุตสาหกรรมเท่ากับ 3.8%”
“การขยายตัวของภาคเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ส่งผลให้เคทีซีสามารถดำเนินธุรกิจได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ และมีปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรที่เติบโตอย่างเห็นได้ชัด ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ การที่รัฐบาลยกเลิกมาตรการล็อคดาวน์จากโควิด-19 ทำให้เกิดกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆ ส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัว และเมื่อมีการเปิดประเทศ ได้ส่งให้การเดินทางท่องเที่ยวขยายตัวและสร้างรายได้ให้กับประเทศมากขึ้น อีกทั้งเคทีซีได้วางแผนกลยุทธ์การรุกตลาด เพื่อเตรียมรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หลังการผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ โดยได้ออกบัตรเครดิตเพื่อการท่องเที่ยว 2 ใบคือ บัตรเครดิต อโกด้า มาสเตอร์การ์ด และบัตรเครดิตเจซีบี อัลติเมท อีกทั้งได้คัดสรรสิทธิพิเศษหลายรูปแบบในทุกหมวดใช้จ่ายที่สำคัญ จำเป็นและคาดว่าจะได้รับความนิยม เช่น สิทธิพิเศษด้านการท่องเที่ยว สิทธิพิเศษในหมวดร้านอาหารเพื่อผู้ที่หลงใหลในรสชาติอาหารทุกกลุ่มความต้องการ สิทธิพิเศษด้านน้ำมันและประกัน สิทธิพิเศษด้านสุขภาพและความงาม เป็นต้น”
“ทั้งนี้ ในไตรมาส 1/2566 พอร์ตสินเชื่อรวมของเคทีซีมีอัตราเติบโตจากช่วงเดียวกันของปี 2565 อยู่ที่ 14.5% โดยมีมูลค่าเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้และดอกเบี้ยค้างรับรวมเท่ากับ 103,312 ล้านบาท ในขณะที่กลุ่มบริษัทยังคงบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินได้อย่างรัดกุมและมีประสิทธิภาพอยู่ที่ 2.6% ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และยังสามารถควบคุมคุณภาพสินเชื่อได้ดีโดยมี NPL รวมอยู่ที่ 1.9% และมั่นใจว่าจะสามารถคงคุณภาพพอร์ตรวมได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ พร้อมประมาณการกำไรของปี 2566 ที่สูงกว่าเดิม”

“เราเชื่อว่าด้วยสถานการณ์ของเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้น ทั้งการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจบริการอื่นๆ จะทำให้เกิดการบริโภคในครัวเรือนและการลงทุนทำธุรกิจที่มากขึ้น รวมทั้งการเดินทางของนักท่องเที่ยวในไทยและเดินทางไปต่างประเทศ จะเอื้อประโยชน์ให้ทุกพอร์ตสินเชื่อของเคทีซีขยายตัว และมียอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งธุรกิจร้านค้ารับชำระเติบโต ทั้งจากภาคอุปสงค์ในไทยที่ขยายตัว จากการใช้จ่ายในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในไทย แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการเงินของบริษัทฯ ยังคงสามารถรองรับการเติบโตตามเป้าหมายได้ โดยเคทีซีตั้งเป้าการเติบโตของธุรกิจในปี2566 ดังนี้ กำไรสูงกว่า 7,079 ล้านบาท พอร์ตสินเชื่อรวมเติบโต 15% เกินแสนล้านบาท ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเติบโต 10% พอร์ตสินเชื่อบัตรกดเงินสด “เคทีซีพราว” เติบโต 7% ยอดอนุมัติสินเชื่อ “เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน” เพิ่ม 9,000 ล้านบาทและ NPL น้อยกว่า 1.8% ซึ่งเป็นอัตรา NPL ในปี 2022”
“อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนี่งของการทำธุรกิจที่เคทีซีคำนึงถึงมาตลอดคือ การบูรณาการกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนให้ดีขึ้น ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล รวมถึงบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ สร้างความไว้วางใจให้เกิดแก่ผู้มีส่วนได้เสีย เพิ่มโอกาสการเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินแก่สังคมไทย บรรเทาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และร่วมสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ รวมถึงทุกกลุ่มบริษัทเคทีซียังดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ตามแนวทางการบริหารจัดการด้านการให้สินเชื่ออย่างเป็นธรรม ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ยกระดับการกำกับดูแลการบริหารจัดการให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม โดยให้ความสำคัญและส่งเสริมการช่วยเหลือ ติดตามแก้ไขปัญหาหนี้สิน เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่ประสบปัญหาหนี้สินอย่างตรงจุดและทันท่วงที รวมถึงการพัฒนากระบวนการในการให้สินเชื่อตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการอย่างยั่งยืน โดยเคทีซีให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ในทุกสถานะเป็นจำนวน1,995 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.0% ของพอร์ตลูกหนี้รวม (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม2566)”
นายชุติเดช กล่าวว่า ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยที่ขยับสูงขึ้น นั้น บริษัทก็ต้องดูในเรื่องของคุณภาพสินเชื่อและกำลัง.ท้อของผู้บริโภคแต่ก็ไม่กังวลเพราะตัวเลขไตรมาสแรกที่อัตราการใช้จ่สยผ่าบัตรเครดิตโต22% เทียบปีก่อน และประเมินไตรมาส2/3/4น่าจะโตได้แต่อาจโตในอัตราที่น้อยกว่าไตรมาสแรกจากฐานที่สูงขึ้นแต่มั่นใจว่าทั้งปี จะขยายตัวได้ 10-15%
ส่วนในเรื่องของแหล่งเงินนั้นได้ออกหุ้นกู้ เพื่อล็อกต้นทุนการเงิน โดยครึ่งปีแรกออกไปแล้ว 4000 ล้านบาทและจะออกในช่วงครึ่งปีหลังอีก 4000-5000 ล้านบาท ซึ่งมองว่าปีนี้ทั้งปีต้นทุนการเงินเฉลี่ยของบริษัทน่าจะอยู่ในระดับ 2.7%
