“BKIH” จ่อเข้าซื้อขายในตลาดหุ้น ครึ่งปีหลัง 2567 -ด้าน “ชัย โภณพนิช ” ลั่นพร้อมนำเงิน500-600ล้านบาทลงทุนหุ้นช่วงดัชนีระดับ 1300

Categories : Update News, Insurance

Public : 03/10/2023

บีเคไอ โฮลดิ้งส์ "BKIH" จ่อเข้าซื้อขายในตลาดหุ้น ครึ่งปีหลัง 2567  หลังที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น 6ต.ค2566อนุมัติแผน ปรับโครงสร้างขยับ BKIขึ้นเป็น โฮลดิ้งคัมปานี  ประเมิน 2 ปีหลังจากนี้เห็น BKIH เดินหน้าธุรกิจพร้อม JV   บริษัทประเภทเทคคัมปานี หนุนการเติบโต  ลั่นผู้ถือหุ้นยังได้รับปันผลต่อเนื่อง มีโอกาสจ่ายมากกว่าเดิม  ขณะที่ BKIยังคงเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้หลัก แถมสร้างโอกาสเข้าลงทุนบริษัทนอกตลาด ด้าน "ชัย โภณพนิช " ลั่นพร้อมนำเงิน500-600ล้านบาทลงทุนหุ้นช่วงดัชนีระดับ 1300จุดคือโอกาสที่ดี พอร์ตลงทุน คือหนึ่งในปัจจัยผลดำเนินงาน

 ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพประกันภัยจำกัด (มหาชน) หรือ BKI เปิดเผยว่า  บริษัทเดินหน้าปรับโครงสร้าง  โดยการจัดตั้งบริษัท บีเคไอ โฮลดิ้งส์ จำกัด(มหาชน) หรือ BKIH เพื่อประกอบธุรกิจเป็นบริษัทลงทุน (Holding Company) ในธุรกิจอื่น ๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจประกันภัยที่เป็นธุรกิจหลัก และ ที่นอกเหนือจากธุรกิจประกันภัย ซึ่งจะนำเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 6 ต.ค2566นี้และหลังได้รับการอนุมัติ จะดำเนินการตามขั้นตอนของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต) และคาดว่า BKIH จะกลับเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ในช่วงครึ่งปีหลัง 2567เพราะคาดว่าขบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จในปลายไตรมาส2

        " การปรับโครงสร้างจาก BKIเป็น BKIH นั้นไม่มีการเปลียนแปลงในเรื่องของการบริหาร เปลี่ยนในส่วนของโครงสร้างการถือหุ้น ที่ BKIH จะถือหุ้น BKI  100%  โดยจะแลกหุ้น ในอัตราเท่ากับ 1 หุ้นสามัญของ BKI ต่อ 1 หุ้นสามัญของ BKIH ขณะที่ธุรกิจหลักจะยังคงมาจากBKI ประมาณ 75%และ25%จะมาจากธุรกิจอื่นๆที่จะเกิดขึ้นหลังมีสถานะเป็นโฮลดิ้งคัมปานี้และคาดว่า ในช่วง2ปีนับจากนี้จะเห็นโอกาสใหม่ที่จะเกิดขึ้น รวมถึงการเข้าลงทุนหรือร่วมทุนกับบริษัทประเภทเทคคัมปานี "  ดร.อภิสิทธิ์ กล่าว

 บริษัทโฮลดิ้งส์จะมีบทบาทในด้านการกำหนดนโยบายกำกับดูแล และ บริหารจัดการกลุ่มธุรกิจให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์โดยรวม ตลอดจนบริหารจัดการลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ ที่สร้างประโยชน์ให้กับทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน

สำหรับโอกาสทางธุรกิจ และ ประโยชน์ของการปรับโครงสร้างบริษัทจะเป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่นักลงทุนอย่างมั่นคง และ ยั่งยืนในระยะยาว พร้อมยกระดับการบริการให้เข้าถึงลูกค้าได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และ เป็นวงกว้างส่งผลดีต่อผู้บริโภคด้วยการตั้งทีมบริหารที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ธุรกิจนำไปสู่การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพทางด้านกลยุทธ์การออกแบบผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เทคโนโลยี และ นวัตกรรมที่ทันสมัยมุ่งสร้างประสบการณ์ที่ดี และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้รับความพึงพอใจสูงสุด

ส่วนการดำเนินธุรกิจในอนาคตภายหลังการปรับโครงสร้างการถือหุ้นบริษัทวางแผนจะดำเนินธุรกิจผ่าน 2 กลุ่มประกอบด้วย

1. กลุ่มธุรกิจหลักดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัย โดยจะมีขนาดสินทรัพย์รวมกันไม่น้อยกว่า 75% ของสินทรัพย์รวมของ BKIH ประกอบด้วย 3 สายงานธุรกิจ ได้แก่ธุรกิจประกันวินาศภัยในประเทศไทย , ธุรกิจประกันภัยในต่างประเทศ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจประกันภัย

2. กลุ่มธุรกิจอื่น ดำเนินธุรกิจนอกเหนือจากการประกันภัย โดยจะมีขนาดของสินทรัพย์รวมกันไม่เกิน 25% ของสินทรัพย์รวมของ BKIH ซึ่งบริษัทโฮลดิ้งส์ จะพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการลงทุนในธุรกิจที่มีแนวโน้มจะส่งเสริมธุรกิจประกันภัย และ หรือ ธุรกิจที่จะสร้างประโยชน์ให้แก่นักลงทุน และ ผู้บริโภค

โดย BKIH กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาในธุรกิจต่าง ๆ ที่มีศักยภาพเพื่อเป็นแนวทางการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในธุรกิจ เช่น การเข้าไปลงทุนด้านการพัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยี และนวัตกรรมในอุตสาหกรรมประกันภัย เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ และ บริการที่ตรงใจ ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคที่มีความหลากหลายในยุคดิจิตอล พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่สะดวกรวดเร็ว และ ง่ายต่อการใช้งานด้วยรูปแบบ Zero-Touch Consumer Experience

"เบื้องต้นเราจะร่วมกับบริษัทที่เป็นเทคโนโลยี โดยรูปแบบอาจมีการร่วมทุน แต่จะลงสัดส่วนเท่าไหร่ ใช้เงินแค่ไหน เป็นเรื่องการเจรจา ซึ่งคาดจะเห็นภายในสิ้นปี 68 และ มองว่า บริษัทเทคโนโลยีจะสามารถสร้างกำไรในระยะยาว และ จ่ายปันผลเข้าไปในโฮลดิ้งส์ได้"นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ใน ส่วนนโยบายการจ่ายปันผล ก็ไม่เปลี่ยนแปลงยังคงจ่ายปันปันไม่น้อยกว่า50%ของกำไรสุทธิและที่ผ่านมาเราจ่ายเกินนโยบายมาตลอดและเมื่อเป็นโฮลดิ้งแล้วผู้ถือหุ้นอาจมีโอกาสที่จะได้รับเงินปันผลสูงขึ้นตามผลการดำเนินงานที่คาดว่าจะเติบโตจากโอกาสทางธุรกิจใหม่และการทำธุรกิจที่มีความคล่องตัวมากขึ้น

 

 ขณะที่ในส่วนของ พอร์ตลงทุนนั้น ยังคงอยู่ภายใต้ BKIและยังเป็นปัจจัยหนุนที่สำคัญของบริษัทเพราะไม่ว่าจะผ่านมากี่วิกฤต แต่BKIยังคงสามารถจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นทุกปี และจ่ายเพิ่มขึ้นมาตลอด และการที่BKIออกจากตลาดและนำ BKIHเข้าไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แทน ซึ่งจะทำให้การลงทุนของBKIคล่องตัวขึ้นผ่านคณะกรรมการลงทุน และสามารถลงทุนกิจการหรือหุ้นดีๆนอกตลาดได้และจะเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับพอร์ตลงทุนได้

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในขณะที่แนวโน้มธุรกิจประกันภัยปีนี้ จะทรงตัวจากปีก่อน โดยมาจากยอดขายรถยนต์ในปีนี้ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 8 แสนคัน ซึ่งเป็นระดับเดียวกับปีก่อน แต่ยอดขายรถอีวีกลับสูงขึ้น โดย 8 เดือน บริษัทมีรถอีวีอยู่ในพอร์ต 3.5 พันคัน ซึ่งจะมีเบี้ยประกันรถอีวี สิ้นปีนี้ อยู่ที่ 180 ล้านบาท จากปีก่อน 1 พันคัน จากในระบบคาดว่า ปีนี้ จะมีรถอีวี อยู่ที่ 8 หมื่นคัน จากปีก่อน 9.7 พันคัน

ด้าน นายชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ BKI กล่าวว่า ดัชนีตลาดหุ้น น่าจะใกล้จุดต่ำสุดแล้ว แต่หากดัชนีไหลลงไปอยู่ที่ 1,300 จุด ก็เป็นจังหวะที่จะเข้าลงทุน ซึ่งคาดว่าอีกไม่นานคงเกิดขึ้น โดยหากดูการเมืองยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ โครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐที่เลื่อนออกไปจากเดิมที่คาดไว้ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

"การซื้อหุ้นต้องใจเย็น ถือยาว 3-5 ปี แต่ถ้าอันไหนมองแล้วไม่มีอนาคต หรือ การเติบโตของธุรกิจไม่มี เราก็ขายออกไป ซึ่งเรามีเงินที่จะซื้อหุ้นประมาณ 500-600 ล้านบาท"นายชัย กล่าว