“บีทีเอส” เร่ง “กทม.-เคที” จ่ายหนี้เดินรถ 3.9 หมื่นล้าน ลุยปรับโฉมสถานีฯ เปิดใช้มา 30 ปี

Categories : Update News, Stock Market

Public : 31/07/2024

บีทีเอสน้อมรับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 และที่ 2 หลังใช้เวลากว่า 3 ปี ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และยืนบนความถูกต้อง   พร้อมคุยกับกทม. จ่ายหนี้ภายใน 180 วัน

 

วันที่ 30 กรกฎาคม 2567 บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (“บีทีเอส”) โดย นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และพ.ต.อ. สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ที่ปรึกษาประธานกรรมการ ได้ร่วมกันแถลงการณ์ถึงกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้กรุงเทพมหานคร (“กทม.”) และบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (“KT”) ให้ร่วมกันชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 ช่วงสะพานตากสิน - วงเวียนใหญ่ - บางหว้า และช่วงอ่อนนุช – แบริ่ง (เดือนพฤษภาคม 2562 ถึงพฤษภาคม 2564) และส่วนต่อขยายที่ 2 ช่วงแบริ่ง - สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต - สะพานใหม่ – คูคต (เดือนเมษายน 2560 ถึง พฤษภาคม 2564) จำนวนกว่า 11,755 ล้านบาท

 

นายคีรีฯ กล่าวว่า นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่บีทีเอสได้พิสูจน์ข้อเท็จจริง จนได้รับความเป็นธรรมจากศาลปกครองสูงสุด ซึ่งต้องใช้เวลากว่า 3 ปี ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า เราทำงานอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราได้พยายามชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องเหล่านี้ ให้กับหน่วยงานภาครัฐ และประชาชน รับทราบมาโดยตลอด และ ณ วันนี้ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ความพยายามที่บีทีเอสทำมาตลอดนั้นไม่สูญเปล่า และยังเป็นการยืนยันคำพูดของตนว่า “บีทีเอสทำงานบนพื้นฐานความถูกต้อง และได้ปรึกษาทีมกฎหมายอย่างครบถ้วน ถ้าสัญญาไม่พร้อมหรือไม่ถูกต้อง ตนย่อมไม่ลงนามอย่างแน่นอน ทั้งนี้ เพราะบีทีเอสเป็นบริษัทมหาชน ดังนั้นตนต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นทุกคน รวมถึงกลุ่มผู้โดยสาร ที่ตนยืนยันเสมอมาว่าจะไม่หยุดเดินรถอย่างแน่นอน” ที่สำคัญคำพิพากษาเกี่ยวกับหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงของศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ จะเป็นแนวทางในการพิจารณาคดีในหนี้ส่วนที่เหลือต่อไป ทั้งนี้ ในเบื้องต้นบีทีเอสได้รับทราบจากข่าวของสื่อมวลชน ว่า กทม. พร้อมที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้จำนวนกว่า 11,755 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ดีบีทีเอสก็อยากให้กทม. และ KT คำนึงถึงยอดหนี้ในส่วนที่เหลือด้วยเนื่องจากดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นทุกวัน

 

โดยหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงสิ้นสุด ณ วันที่ 25 กรกฎาคม 2567 มีจำนวนกว่า 39,402 ล้านบาท แบ่งเป็น

• ยอดหนี้ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 ที่ให้กทม. และ KT ร่วมกันชำระให้กับบีทีเอสเป็นเงินจำนวนกว่า 11,755 ล้านบาท • ยอดหนี้ที่บีทีเอสได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2565 ให้กทม. และ KT ชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงให้กับบีทีเอสของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวในเส้นทางส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 (หนี้ค่าจ้างตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2564 ถึง ตุลา คม 2565) เป็นเงินจำนวนกว่า 11,811 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง • ยอดหนี้ค่าจ้างงานเดินรถและซ่อมบำรุงของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวในเส้นทางส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2565 ถึง มิถุนายน 2567 ที่ยังค้างชำระ เป็นเงินจำนวนกว่า 13,513 ล้านบาท • ค่าจ้างงานเดินรถและซ่อมบำรุงของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวในเส้นทางส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ในอนาคต ตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงสิ้นสุดสัมปทาน ปี พ.ศ. 2585

อย่างไรก็ตาม บีทีเอส ยินดีและพร้อมที่จะเจรจากับกทม. และ KT ในการหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้บริการสาธารณะเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้ปัญหาเหล่านี้หมดไป ทั้งนี้ หากทั้งสองหน่วยงานมีแนวทางอื่น ๆ ที่อยากให้พิจารณา บีทีเอสก็ยินดี และพร้อมที่จะเจรจา หากข้อเสนอเหล่านั้นมีความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

"ตนรู้สึกดีใจ และเป็นชัยชนะให้กับตัวเองที่ต่อสู้อย่างบริสุทธิ์มาโดยไม่ยอมแพ้ เชื่อว่าลูกหนี้เข้าใจ เพราะสัญญาและการจัดซื้อจัดจ้างไม่มีอะไรผิด ฉะนั้นสิ่งที่เราทำมา หรือสิ่งที่ตนเคยพูด พวกเราทำอะไรตรงไปตรงมา และทำในสิ่งที่ถูกต้องตลอดเวลา หวังว่ากทม. และ KT จะเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของเอกชนอย่างเรา ที่ไม่เคยหยุดให้บริการเดินรถ และควรให้ฝ่ายกฎหมายเร่งพิจารณาแนวทางการชำระหนี้แก่บีทีเอสโดยเร็ว" นายคีรีฯ กล่าว

นายคีรี กล่าวต่อว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเมื่อไม่จ่ายค่าจ้างเดินรถให้บีทีเอส เราพยายามเจรจาวิธีการต่างๆ กับ กทม. และเคที ซึ่งเวลาผ่านไป 2 ปี ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนถึงปีที่ 3 จึงต้องเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ กทม. และเคที ยังไม่ได้ติดต่อมาเรื่องชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถฯ ตามที่ศาลปกครองสูงสุดตัดสิน เนื่องจากวันนี้เป็นวันแรกของวันทำการภายหลังศาลฯ ตัดสิน บีทีเอสพร้อมเจรจากับ กทม. และเคที ในการหาทางออกร่วมกันว่าจะจ่ายคืนในรูปแบบใด แต่ทางที่ดีที่สุดคือ อยากให้จ่ายคืนทั้งก้อนมาในวันพรุ่งนี้เลย เพราะนอกจากจะนำเงินดังกล่าวไปใช้หนี้แล้ว บีทีเอสยังมีแผนนำเงินมาใช้ในการพัฒนางานบริการ และสถานีต่างๆ ซึ่งสถานีรถไฟฟ้าสร้างมา และเปิดใช้งานมานานเกือบ 30 ปีแล้ว ถึงเวลาแล้วต้องปรับปรุง ตกแต่ง ทาสีใหม่ รวมถึงเพิ่มระบบต่างๆ ที่ทันสมัย ใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่าที่ผ่านมา

นายคีรี กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันจะเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายเมื่อมาใช้บริการด้วย อย่างไรก็ตามมั่นใจว่า กทม. และเคที มีศักยภาพที่จะร่วมกันชำระหนี้ภายใน 180 วันตามคำสั่งศาลฯ ซึ่งคงไม่หยิบยกประเด็นใดมาเป็นข้อโต้แย้งในการชำระหนี้ และเวลานี้ก็ไม่มีประเด็นใดที่ กทม. และเคที จะหยิบมาโต้แย้ง และไม่ชำระหนี้ เพราะคำสั่งศาลปกครองสูงสุดครั้งนี้ ถือว่าตัดสินแล้วว่าบีทีเอสทำถูกต้องทุกอย่าง หวังว่า กทม. และเคทีจะเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของบีทีเอสที่ไม่เคยหยุดให้บริการเดินรถ และควรให้ฝ่ายกฎหมายเร่งพิจารณาแนวทางการชำระหนี้แก่บีทีเอสโดยเร็ว เนื่องจากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นทุกวัน วันละประมาณ 7 ล้านบาท