บล. บัวหลวงเปิดสถิติ 20ปีลงทุนหุ้นให้ผลตอบชนะเงินเฟ้อ แต่ แพ้ทองคำที้ให้ ผลตอบแทน 8.9%

Categories : Update News, Stock Market

Public : 03/12/2024
 

บล. บัวหลวงเปิดสถิติ 20ปีลงทุนหุ้นให้ผลตอบชนะเงินเฟ้อ แต่ แพ้ทองคำที้ให้ ผลตอบแทน 8.6% “ เป็นตัวชี้ หุ้น ไม่ใช่ทางเลือกการลงทุนที่สร้างโอกาสที่ดี!! แนะอย่าทิ้งเงิน100%ในการลงทุนหุ้นไทย ให้กระจายลงทุนต่างประเทศเวียดนาม สหรัฐ จีน คือโอกาส!! มองปีหน้าดัชนีดีสุด 1585 จุด ตามพื้นฐานปกติ 1485 จุด เศรษฐกิจโตต่ำต่อเนื่อง กำไร บจ. หด รัฐบาลยังมองสั้นมาตรการทางเศรษฐกิจ ขาดนโยบายการปรับโครงสร้าง 

 

นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจรญ กรรมการผู้จัดการ สายงานค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการเก็บสถิติผลตอบแทนการลงทุนในช่วง20ปีเทียบการลงทุนในหุ้น ทองคำและหุ้นต่างประเทศจะพบว่า การลวทุนหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3.7% ชนะเงินเฟ้อเฉลี่ยที่อยู่ในระดับ 2.1% แต่จะเห็นว่าการลงทุนในหุ้นไม่ใช้ทางเลือกที่จะให้ผลตแบแทนที่ดี เมื่อเทียบการลงทุนอื่นๆ เช่นทองคำ ในรูปเงินบาทให้ผลตอบแทน 8.6% และ9.8%รูปเงินดอลล์ เพราะอัตราแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยน1 ดอลล์จะกระทบผลแทนเทน ลงทุนทองคำ

“ แม้ทองคำให้ผลตอบแทนที่ดี แต่ในการจัดaAsset alocation ปี 68 ไม่ได้เพิ่มสัดส่วนที่ปกติให้สัดส่วน5-8% เพราะราคาทแงคำขึ้นมาเยอะแล้ว ปัจจุบันลดน้ำหนักลงมา 0-2% แต่หากราคาทองคำปรับลงมาก็จะขยับสัดส่วนการลงทุนขึ้นอีก”

ขณะที่การลงทุนในหุ้นนั้นหากดูจากสถิติ20ปีที่ให้ผลตอบแทน 3.7% ก็จะบอกได้ว่า ไม่ควรใส่เงิน100% ในการลวทุนในหุ้นไทย เพราะจะให้ผลตอบแทนชนะแค่เงินเฟ้อ แต่ไม่ใช่ทางเลือกการลงทุนที่สร้างโอกาส และให้กระจายการลงทุนไปต่างประเทศ มากขึ้นผ่านผลิตภัณฑ์การลงทุนต่างๆ เน้นในเวียดนาม สหรัฐและจีน ส่วนน้ำหนักลงทุนหุ้นไทย ให้สัดส่วน 8-15% เท่านั้นและก็พร้อมปรับพอร์ตตลอดเวลา

นายชัยพร กล่าวถึงแนวโน้มตลาดหุ้นไทยปี 2568 ว่า ภาพรวมในช่วงครึ่งปีแรกอาจไม่ค่อยสดใส เพราะยังคงมีความเสี่ยงหลายเรื่องที่อาจกระทบต่อการลงทุน เช่น ความกังวลสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รอบใหม่ หลัง "โดนัลด์ ทรัมป์" คว้าชัยชนะในการลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นครั้งที่ 2

รวมถึงเศรษฐกิจของ 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ สหรัฐฯ และจีน มีแนวโน้มอัตราเติบโตเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง แต่ในช่วงครึ่งปีหลังอาจเริ่มเห็นตลาดหุ้นฟื้นตัวหนุนโดยเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่อาจไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นมากขึ้น โดยรับอนิสงส์ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในเดือนธ.ค.นี้ และปรับลดลงอีก 1%ในปี 2568 ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ระดับ 3.25%ในปี 2568 ส่วนดอกเบี้ยของไทยมีโอกาสปรับลดลงได้เต็มที่ไม่เกิน 2 ครั้ง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายรัฐบาลทั่วโลกจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น

“ทีมวิจัยหลักทรัพย์บัวหลวง ประเมินเป้าหมาย SET Index ปี 2568 ที่ระดับ 1,485 จุด และคาดการณ์กำไรบจ. (EPS) ที่ระดับ 95 บาทต่อหุ้น แต่หากมีปัจจัยบวกเข้ามาสนับสนุน เช่น อัตราดอกเบี้ยของไทยและต่างประเทศปรับตัวลดลงต่อเนื่อง และการลงทุนของภาครัฐมาตามนัด อาจหนุนให้ดัชนีปรับตัวขึ้นได้อีกประมาณ 100 จุด หรือกรณี Bull case เรามองตลาดหุ้นไทยไปได้มากสุดที่ 1,585จุด

ปัจจุบันนักลงทุนไม่ได้คาดหวังการลงทุนภาครัฐมากนัก แต่หากการจัดตั้งสถานบันเทิงครบวงจร(Entertainment Complex) ทำได้จริงอาจช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงส่งผลบวกต่อภาคการก่อสร้างและการจ้างงานภายในประเทศ และยังไม่เห็นมาตรกานปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นเพียงมาตรการสั้นกระตุ้นการใช้จ่าย หากเป็นอย่างนี้ จีดีพีไทยจะโตต่ำลงทุกปี

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในปี 2568 ท่ามกลางความผันผวน แนะนำนักลงทุนเน้นทำ Asset Allocation กระจายการลงทุนไปในตราสารหนี้เป็นหลัก ส่วนที่เหลือให้น้ำหนักในหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศ สัดส่วนราว 20% (ทีมวิจัยหลักทรัพย์บัวหลวง จะปรับมุมมองการลงทุนอีกครั้งในช่วงเดือนก.พ. 2568) โดยให้เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มปลอดภัย(Defensive) ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง ความเสี่ยงต่ำ และจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ เพื่อรับมือกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะชะลอตัวลงต่อเนื่องและปรับตัวต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2 ปี 2568 เช่น กลุ่ม Commerce ี่เน้นการบริโภคและการใช้จ่ายประจำวัน กลุ่มโรงพยาบาล และกลุ่มท่องเที่ยว

ทั้งนี้นักลงทุนควรระมัดระวังการลงทุนในกลุ่ม Auto เหตุจากธนาคารและไฟแนนซ์ยังคุมเข้มเรื่องการปล่อยกูและการเปลี่ยนพฤติกรรมมาสู่รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ส่วนการลงทุนในกลุ่มปโตรเคมีตอนนี้ภาพรวมยังไม่ค่อยดีนัก ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและจีนประกอบกับบริษัทในเอเชียมีการขยายกำลังการผลิตในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาได้สร้างแรงกดดันต่ออัตราการทำกำไรของบริษัทในธุรกิจนี้ ซึ่งในปี 2567 บางบริษัทอาจได้รับผลกระทบจากการทำรายการบัญชีพิเศษจนฉุดงบการเงิน ส่วนแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในปี 2568 อาจอยู่ระดับ 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หลังกำลังการผลิตและดีมานด์ปรับตัวลดลง โดยภาพรวมแล้วกลุ่มพลังงานและกลุ่มโรงกลั่นน่าจะออกมาดีกว่ากลุ่มปิโตรเคมี

[caption id="attachment_67133" align="alignnone" width="640"] xr:d:DAF-swP0Mro:71,j:8906289059706940263,t:24030606[/caption]

ตลาดหุ้นที่มีความผันผวนเพิ่มขึ้นในปีหน้า การสร้างผลตอบแทนในสินทรัพย์ทางเลือกถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง (Structured Note) ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนประมาณ 6-10% ต่อปี ส่วนผู้ที่ไม่มีเวลาติดตามการลงทุนเราแนะนำเครื่องมือช่วยสร้างโอกาสรับผลตอบแทนอย่างยั่งยืน ด้วยการออมหุ้นอัตโนมัติผ่านกลยุทธ์ DCAMIXB-A และการจัดพอร์ตกองทุนรวมแบบอัตโนมัติ (Auto Top Funds Portfolio) ที่มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมืออาชีพคอยดูแลอย่างใกล้ชิดนายชัยพร กล่าว