MINT เดินหน้าขยายธุรกิจเปิดแผน 3 ปี  ทุ่มเงินลงทุน3-3.6หมื่นล้านขยายธุรกิจทั้งโรงแรมและร้านอาหารภายใต้ โมเดล “Asset-light Model”หรือรับจ้างบริหารใช้เงินลงทุนไม่เยอะแต่สร้างอัตรามารืจิ้นได้สูง ดันอัตรากำไรสุทธิโต 15-20%  รายได้โต6-8% ต่อปี

Categories : Update News, Stock Market

Public : 17/02/2025

MINT เดินหน้าขยายธุรกิจเปิดแผน 3 ปี  ทุ่มเงินลงทุน3-3.6หมื่นล้านขยายธุรกิจทั้งโรงแรมและร้านอาหารภายใต้ โมเดล "Asset-light Model"หรือรับจ้างบริหารใช้เงินลงทุนไม่เยอะแต่สร้างอัตรามารืจิ้นได้สูง ดันอัตรากำไรสุทธิโต 15-20%  รายได้โต6-8% ต่อปี สิ้นปี 70 มีโรงแรมในพอร์ต 850แห่งทั่วโลกและ4,000ร้านอาหาร  ปิดปี67กำไรพุ่ง43% แผนลดตัวเลขทางการเงินสำคัญเข้าเป้าหมายดันROEทะลุ 10%ดีกว่าเป้าหมายตั้งไว้2ปี

  นายดิลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม  บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (MINT) เปิดเผยถึงแผนการทำธุรกิจของ MINTในช่วง3ปี(2567-2570) ว่า ตั้งเป้า อัตราการเติบโตของรายได้ต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ที่ร้อยละ 6-8 , การเติบโตของกำไรสุทธิจากการดำเนินงานที่ร้อยละ 15-20 , อัตราผลตอบแทนต่อเงินลงทุนมากกว่าร้อยละ 12 และมีเป้าหมายจะ การขยายกลุ่มธุรกิจทั่วโลกสู่โรงแรม 850 แห่ง หรือมีโรงแรมเข้ามาในพอร์ตอีก 280แห่งจากปัจจุบันมีอยู่แล้ว 590 แห่ง และร้านอาหาร 4,000 แห่ง หรือเพิ่มอีก 1,500 แห่งจากปัจจุบันมีอยู่ 2,600 แห่ง ภายในปี 2570

" เพื่อให้เติบโตได้ตามเป้าหมายบริษัทจะใช้เงินลงทุนต่อปีประมาณ1-1.2หมื่นล้านบาทหรือในแผน3ปีจะใช้เงินประมาณ 3-3.6หมื่นล้านบาทในการขยายธุรกิจ และจะยังคงยึดโมเดล Asset Light  หรือการรับจ้างบริหาร เพราะเป็นโมเดลธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนไม่เยอะแต่สามารถสร้างอัตรากำไรขั้นต้นได้สูงกว่าการลงทุนแลลเดิมๆ ซึ่งโมเดลธุรกิจแบบนี้ ได้รับผลดีชัดเจนมากในผลดำเนินงานของบริษัทในช่วงปี 2567ที่ผ่านมา"   นายดิลิป กล่าว

 

อย่างไรก็ตามผลงานปี 2567  ถือเป็นผลงานที่มีความแข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท  โดยมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 43 เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 7,750 ล้านบาท หนุนให้ตัวเลขทางการเงินของบริษัทดีขึ้นทุกๆตัวและเป็นไปตามเป้าหมาย    โดยมี  อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นปรับตัวดีขึ้นจาก 1.0 เท่าในปี 2566 เป็น 0.8 เท่าในปี 2567   อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย ภาษีและค่าเสื่อมลดลงจาก 4.9 เท่าเป็น 4.3 เท่า  การลดภาระหนี้สินจำนวน 1 หมื่นล้านบาท ในปี 2567 ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน ลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย และเพิ่มศักยภาพในการสนับสนุนโครงการเติบโตที่ให้ผลตอบแทนสูง และในปี 2568บริษัทมีเป้าหมายกดหนี้สินต่อทุนและหนี้ต่อ อีบิทดาให้ลงมาต่อเนื่อง โดยหนี้สินต่อทุนจะลงมาเหลือ 0.75เท่า หนี้ต่ออีบิทดาจะต่ำกว่า 4เท่า

       โดยแนวทางในการลดหนี้สินนั้น บริษัทจะใช้กระแสเงินสดที่ได้จากการดำเนินงาน รวมถึงการมีแนวคิดที่จะตั้งกองรีท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะจัดตั้งในเมืองไทยหรือสิงคโปร์และสินทรัพย์ที่จะนำเข้าสูงกองรีทจะมีอะไรบ้างเป็นต้น

  " รอบปี2567ที่ผ่านมา ธุรกิจในพอร๋ตของบริษัทเติบโตทุกด้าน  โดย ธุรกิจโรงแรม มี รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนเติบโตแข็งแกร่ง   โดยได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของการเดินทางทั่วโลกและการดำเนินการเชิงกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จในตลาดสำคัญ ซึ่งธุรกิจโรงแรมใน   ยุโรปและอเมริกา: รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับปีก่อน นำโดยราคาห้องพักเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 ซึ่งได้รับแรงหนุนจากวินัยด้านการกำหนดราคาและการเดินทางในภูมิภาคที่สม่ำเสมอ โดยสเปนเป็นประเทศที่มีผลงานการเติบโตดีที่สุด รองลงมาคือยุโรปกลาง เบเนลักซ์ และอิตาลี

 ขณะที่ประเทศไทย: รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนพุ่งสูงขึ้นร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น การขยายเส้นทางการบิน และกลยุทธ์การขายแบบกำหนดเป้าหมายที่ดึงดูดนักเดินทางคุณภาพสูงจากสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย

" MINT ยังคงขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง โดยเปิดโรงแรมใหม่ 30 แห่งที่มีห้องพักกว่า 3,000 ห้องในปี 2567 ภายใต้โมเดลธุรกิจ Asset-light Model เป็นหลัก ส่งผลให้ MINT มีฐานการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในเมืองสำคัญต่างๆ ทั่วทวีปเอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรป และโอเชียเนีย โดยการเปิดตัวโรงแรมครั้งสำคัญ ได้แก่ โรงแรม NH Collection Helsinki Grand Hansa ในประเทศฟินแลนด์ โรงแรม Anantara Stanley & Livingstone Victoria Falls ในประเทศซิมบับเว และ Anantara Jewel Bagh Jaipur Hotel ในรัฐราชสถาน ประเทศอินเดีย ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเป็นผู้นำของ MINT ในตลาดใหม่ๆ ที่มีอัตราการเติบโตสูง "

 

       ขณะที่ ธุรกิจร้านอาหาร เน้นนวัตกรรมและแฟรนไชส์ขับเคลื่อนการเติบโต โดยมียอดขายโดยรวมทุกสาขา (TSS) ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 และสิงคโปร์มียอดขายรวมเติบโตขึ้นร้อยละ 12 เป็นผลมาจากการขยายตัวของยอดขายต่อร้านเดิมและจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนานวัตกรรมและแนวคิดที่ขับเคลื่อนโดยผู้บริโภคนำไปสู่การเปิดตัวแบรนด์และรูปแบบร้านค้าใหม่ๆ ที่ประสบความสำเร็จ เช่น ร้าน สเต็ก แอนด์ มอร์ (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นตัวเลือกการรับประทานอาหารระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ และร้าน แบทเทอร์แคช (สิงคโปร์) ซึ่งเป็นแนวคิดร้านฟิชแอนด์ชิปส์สมัยใหม่ที่ดึงดูดผู้บริโภคในเมือง

ในขณะเดียวกัน ไมเนอร์ ฟู้ดได้เร่งการขยายธุรกิจด้วย Asset-light Model ผ่านความสำเร็จของการขายแฟรนไชส์ทรัพย์สินทางปัญญาระดับโลกที่บริษัทเป็นเจ้าของ เช่น เบนิฮานา, ซิซซ์เล่อร์ และกาก้า โดยมีการเปิดร้านเบนิฮานาที่กรุงปารีส การเปิดสาขาซิซซ์เล่อร์หลายแห่งในประเทศญี่ปุ่นและเวียดนาม และการขยายสาขาร้านกาก้าทั่วประเทศไทย

       " ขณะที่ในประเทศญี่ปุ่นเราได้เข้าไปผ่านซิลเลอร์ซึ่งขณะนี้กลุ่มโรยัลโฮดิ้งซึ่งเป็นทุนท้องถิ่นญี่ปุ่นมีแนวคิดที่จะขยายสูงการทำธุรกิจโรงแรมด้วยจากการ ทำซิลเลอร์สผ่านระบบแฟรนไซส์ของMINTซึ่งถือว่าเราได้เข้าไปปักธงในญี่ปุ่นแล้วอนาคตอาจจะมีโรงแรม เกิดขึ้นด้วย