ทริสเรทติ้ง!ประเมิน • ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ จะไม่รุนแรงนัก

Categories : Update News, Stock Market

Public : 18/04/2025
อุตสาหกรรมไฟฟ้าที่รัฐควบคุมยังคงมีแนวโน้ม “Stable” หรือ “คงที่” โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากผลการดำเนินงานที่มั่นคง แม้ว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของระดับหนี้สินและอัตราส่วนหนี้สินต่อ EBITDA ในระยะกลาง
สัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าช่วยป้องกันความไม่แน่นอนที่เกิดจากการขึ้นภาษีตอบโต้คู่ค้าของสหรัฐฯ
อุปสงค์การใช้ไฟฟ้าของไทยเพิ่มขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (S-curve Industries) และการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังขยายตัวน่าจะมีบทบาทในการช่วยขับเคลื่อนเพิ่มเติม
การบรรลุเป้าหมายในการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy -- RE) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นเรื่องที่ท้าทายเมื่อพิจารณาจากอัตราการพัฒนาของกำลังการผลิตไฟฟ้าในอดีต
ผู้ประกอบการที่มีการลงทุนในต่างประเทศจะเผชิญกับความเสี่ยงและความท้าทายที่หลากหลาย
ความล่าช้าของโครงการพลังงานหมุนเวียนกระทบต่อการวางแผนลงทุนของผู้ประกอบการ ในขณะที่แผนพัฒนากำลังไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ที่ยืดเยื้อและยังไม่เสร็จสมบูรณ์นั้นก็สร้างความไม่แน่นอนให้แก่ทิศทางกลยุทธ์ในระยะยาว

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ จะไม่รุนแรงนัก

แม้ว่าภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ จะถูกเลื่อนออกไป 90 วันเพื่อรอการเจรจาระหว่างรัฐบาล ทริสเรทติ้งประเมินว่าผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไฟฟ้าของประเทศไทยจะน้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าจะช่วยลดผลกระทบดังกล่าวสำหรับผู้ประกอบการไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจจะมีอิทธิพลต่อความต้องการใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมซึ่งคิดเป็น 40% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ ทั้งนี้ ผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีสัดส่วนสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจำนวนมากกับผู้ใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม จะมีความอ่อนไหวต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าในระยะกลาง

อุปสงค์ในการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจะช่วยสนับสนุนการเติบโตในระยะปานกลาง

โอกาสในเติบโตที่มาจากเศรษฐกิจเป้าหมายใหม่ (S-curve Economy)

ทริสเรทติ้งคาดว่ากลยุทธ์ส่งเสริมเศรษฐกิจเป้หมายใหม่ของประเทศไทยจะทำให้เห็นการเติบโตของการใช้ไฟฟ้าอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วง 5 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ รัฐบาลไทยมีการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (S-curve Industry) อย่างแข็งขันโดยได้ดำเนินมาตรการจูงใจผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เศรษฐกิจดิจิทัล การเกษตรสมัยใหม่ การแปรรูปอาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ นโยบายดังกล่าวส่งผลให้การออกบัตรส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และยอดขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา

แม้ผลของการลงทุนที่จะมีต่ออุปสงค์การใช้ไฟฟ้าอย่างเต็มที่จะใช้เวลานานเนื่องจากระยะเวลาที่ผู้ประกอบการจะดำเนินการก่อสร้างโรงงานและได้รับใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องแล้วเสร็จนั้นกินเวลาประมาณ 5 ปี แต่ทริสเรทติ้งก็คาดว่าอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่จะทำให้อุปสงค์ในการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในอนาคตจากความต้องการในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์หุ่นยนต์ในการผลิตที่ต้องมีการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ซึ่งล้วนมีความต้องการใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ศูนย์ข้อมูลของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Amazon และ Google ที่จะมีการใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง

อุปสงค์ที่สูงขึ้นจากการชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าพร้อม กัน

ปริมาณรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle -- EV) ที่จดทะเบียนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาโดยมีปัจจัยสนับสนุนจากทั้งภาวะตลาดและนโยบายของภาครัฐ ทั้งนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดได้ส่งผลทำให้ราคาของรถยนต์ไฟฟ้าปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วจนทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในขณะที่ภาครัฐก็ให้การสนับสนุนเพิ่มเติมโดยผ่านมาตรการจูงใจต่าง ๆ เช่น เงินอุดหนุนเพื่อลดราคารถยนต์ไฟฟ้าสำหรับผู้บริโภคไปจนถึงปี 2570 และการให้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับนิติบุคคลที่ลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2568

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการในการสนับสนุนผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าต่าง ๆ เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีนำเข้าสำหรับชิ้นส่วนที่ใช้ในการผลิตด้วย ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่มีการปล่อยควันพิษให้ได้ในสัดส่วน 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2573

แม้ว่าการใช้ไฟฟ้าต่อคันของรถยนต์ไฟฟ้าจะไม่สูงนัก แต่เมื่อพิจารณาจากยอดรวมของพฤติกรรมการชาร์จไฟฟ้าของผู้ใช้แล้วพบว่ามีแนวโน้มที่จะเกิดในช่วงเวลากระจุกตัวของอุปสงค์ในการใช้ไฟฟ้าที่สูง ทริสเรทติ้งคาดว่าการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะส่งผลทำให้อุปสงค์ในการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand) เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ระบบไฟฟ้าของประเทศจึงจำเป็นจะต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะอุปทานไฟฟ้าตึงตัวในช่วงเวลาที่มีความต้องการสูงสุด

โอกาสในการพัฒนาพลังงานทดแทนยังมีอยู่มาก แต่มาพร้อมกับความท้าทาย

พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy -- RE) ในประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญในช่วงทศวรรษหน้า ดังนั้น เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งได้แก่ การบรรลุเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางด้านคาร์บอนภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2608 รัฐบาลไทยจึงได้ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ .. 2567 (PDP2024) โดยตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ถึง 40% ภายในปี 2580 จากประมาณ 12% ในปี 2567

ทั้งนี้ แผน PDP2024 คาดการณ์ว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าโดยปริมาณรวมจะเกิน 100 กิกะวัตต์ (GW) ภายในปี 2580 ซึ่งในจำนวนนี้มากกว่า 40 GW จะมาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน