S&P ยืนเครดิตเรทติ้งประเทศไทยคงเดิมที่BBB+ !! มองหากไทยเจอภาษีจากสหรัฐไม่แตกต่างจากประเทศอื่นๆมากเกินไป ย้ำประเด็นสำคัญสำหรับประเทศไทยคือต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพราะอยู่ในอุตสาหกรรมดั้งเดิมมายาวนาน ต่างเวียดนามที่พุ่งสู่ไฮแวลู!! พร้อมชมภาคธนาคารไทยแข็งแกร่งรับมือความท้าทายได้
Categories : Update News, Stock Market
Public : 15/07/2025S&P ยืนเครดิตเรทติ้งประเทศไทยคงเดิมที่BBB+ !! มองหากไทยเจอภาษีจากสหรัฐไม่แตกต่างจากประเทศอื่นๆมากเกินไป ย้ำประเด็นสำคัญสำหรับประเทศไทยคือต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพราะอยู่ในอุตสาหกรรมดั้งเดิมมายาวนาน ต่างเวียดนามที่พุ่งสู่ไฮแวลู!! พร้อมชมภาคธนาคารไทยแข็งแกร่งรับมือความท้าทายได้ มี เงินกองทุนสูงเกิน20% และ มีอัตราความครอบคลุมของเงินทุนสำรองอยู่ที่ประมาณ 170% ขณะที่ผลกำไรของธนาคารก็มีเพียงพอที่จะช่วยสนับสนุนเงินทุนสำรองด้านทริสเกาะติดธุรกิจครึ่งปีหลังมีโอกาสปรับมุมมองอีก15%ของลูกค้าทั้งหมดในพอร์ตกว่า 223 บริษัท
เมื่อวันที่ 15 ก.ค 2568 S&P Global Ratings และ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้ร่วมกันจัดสัมมนาในหัวข้อ “Thailand Credit Spotlight 2025: Navigating Global Trade Shifts”
โดย Mr. Louis Kuijs, APAC Chief Economist, S&P Global Ratings ได้พูดถึง “แนวโน้มเศรษฐกิจเอเชีย – การรับมือกับความท้าทายจากภายนอก” ว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ในขณะที่ภายในประเทศสหรัฐฯ เอง การเติบโตที่ชะลอตัว ผนวกกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นทำให้นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ มีความยุ่งยากมากยิ่งขึ้น
ขณะที่ในส่วนของต่างประเทศ มาตรการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ กำลังส่งผลกระทบในทางลบต่อการค้าระหว่างประเทศ เพิ่มความไม่แน่นอนและกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานมากยิ่งขึ้น ความคาดหวังเกี่ยวกับอัตราภาษีที่สูงและไม่แน่นอนของสหรัฐฯ ยังคงกดดันเศรษฐกิจของจีนและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้วย

อย่างไรก็ตามอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่งในหลาย ๆ ประเทศจะช่วยบรรเทาการชะลอตัวในปี 2568 และปี 2569 ได้ในภาพรวม แต่จะส่งผลน้อยกว่าในประเทศที่พึ่งพาการส่งออก ส่วนในระยะปานกลางนั้น ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะยังคงมีแนวโน้มเติบโตเร็วเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก อย่างไรก็ตาม ประเทศในภูมิภาคนี้จำเป็นจะต้องหาแนวทางรับมือกับสถานการณ์การแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนให้ดี
ด้าน Mr. Kim Eng Tan, Managing Director, Sovereign and International Public Finance Ratings, S&P Global Ratings กล่าวถึง “แนวโน้มอันดับเครดิตประเทศในภาวะแวดล้อมที่ไม่แน่นอน”
การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ระหว่างประเทศในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะเป็นอุปสรรคต่อการปรับปรุงอันดับเครดิตประเทศ สภาพโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ถ่วงน้ำหนักตัวชี้วัดด้านเครดิตที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายก็สามารถลดแรงกดดันเหล่านี้ลงได้หากภาครัฐสามารถดำเนินการได้อย่างทันสถานการณ์
อย่างไรก็ตามในส่วนของประเทศไทยนั้น ทางS&Pยังคงยืนอันดับเครดิตประเทศที่ BBB แม้ว่ากำลังเผชิญความท้าทายเรื่องภาษีจากสหรัฐก็ตาม แต่หากไทยเจอภาษีจากสหรัฐไม่แตกต่างจากประเทศอื่นๆมากเกินไปก็จะไม่ส่งผลกระทบ แต่ประเด็นสำคัญสำหรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย คือ การจะต้องปรับเพื่อตัวเพราะอุตสาหกรรมในไทยยังคงเป็นแบบเดิมๆเหมือนเมื่อ10ปีที่ผ่านมา ต่างจากเวียดนามที่ เป็นประเภทไฮแวลูดังนั้นประเด็นสำคัญของไทยคือจะเพิ่มขีดความสามารถในเรื่องเหล่านี้อย่างไรเพื่อให้ไม่กระทบกับกับสามารถในการแข่งขัน
Mr. Ivan Tan, Director, Financial Institutions Ratings, S&P Global Ratings กล่าวว่า
“แนวโน้มเครดิตที่สำคัญ ๆ ของภาคธนาคารของไทย”
ภาคธนาคารพาณิชย์ของไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ล่าช้าและความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยปัจจัยท้าทายเชิงโครงสร้างบางประการประกอบไปด้วยภาระหนี้ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง
รวมถึงจุดอ่อนที่มีอยู่เดิมในภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) การหลั่งไหลเข้ามาของสินค้าจากจีนส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม SME รัฐบาลไทยกำลังดำเนินมาตรการเพื่อฟื้นฟูสถานะทางการเงินของครัวเรือนและเสริมความสามารถในการแข่งขันของ SME
อย่างไรก็ตาม มาตรการเชิงนโยบายเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการปรับใช้และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง S&P Global Ratings เชื่อว่าธนาคารไทยมีความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายเหล่านี้
ทั้งนี้ ธนาคารของไทยส่วนใหญ่มีทุนสำรองด้านเครดิตในระดับที่ดีเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CAR) สูงเกินกว่า 20% และมีอัตราความครอบคลุมของเงินทุนสำรองอยู่ที่ประมาณ 170% ในขณะที่ผลกำไรของธนาคารก็มีเพียงพอที่จะช่วยสนับสนุนเงินทุนสำรองเหล่านี้อีกด้วย
Ms. Pauline Tang, Associate Director, Corporate Ratings, S&P Global Ratings กล่าวว่า
“ความตึงเครียดทางการค้าที่คงอยู่อาจเป็นอุปสรรคต่อกิจกรรมการลดภาระหนี้และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
ผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และความตึงเครียดทางการค้าในภูมิภาคจะส่งผลแตกต่างกันไปอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละประเทศ โดยบริษัทในเวียดนามและจีนมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุดจากการขึ้นภาษีและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่บริษัทในไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซียมีการพึ่งพาตลาดส่งออกสหรัฐฯ น้อยกว่า แต่ภาคสินค้าโภคภัณฑ์และการผลิตของประเทศเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกในระดับสูง ซึ่งทำให้ประเทศดังกล่าวเผชิญกับอุปสงค์ที่อ่อนแอลงทั้งจากลูกค้าในภูมิภาคและลูกค้าต่างประเทศ รวมถึงความเสี่ยงจากการทุ่มตลาดของผู้ผลิตจีน ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เคมีภัณฑ์ สิ่งทอ เหล็ก และสินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจ SME ที่มีขนาดเล็กกว่าและมีการดำเนินงานที่กระจุกตัวมากกว่า
อย่างไรก็ตาม การลดภาระหนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไปและภาวะตลาดทุนที่เอื้อต่อการระดมทุนก็ช่วยบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดกับภาคธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ ทั้งนี้ ระดับภาระหนี้โดยเฉลี่ยของผู้ประกอบการเหล่านี้ลดลงอย่างช้า ๆ นับตั้งแต่ช่วงสูงสุดของการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการก็สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารและตลาดทุนได้อย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม ยังคงมีธุรกิจในบางภาคส่วนที่มีภาระหนี้ที่สูงอยู่ เช่น อสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง และบริษัทขนาดใหญ่บางแห่งในประเทศไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์
ดร. สุชาดา พันธุ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานจัดอันดับเครดิต ทริสเรทติ้ง กล่าวว่า “ผลกระทบของภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่มีต่อผู้ออกตราสารหนี้ภาคเอกชนของไทย” นั้น ทริสเรทติ้งคาดว่าการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ออกตราสารหนี้ภาคเอกชนในวงจำกัด
โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมหลัก 3 ประเภท ได้แก่ อาหารแปรรูป (รวมถึงอาหารทะเลและอาหารสัตว์เลี้ยง) ผลิตภัณฑ์จากยางพารา รวมทั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยผู้ออกตราสารหนี้เหล่านี้คิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 5% ของจำนวนผู้ออกตราสารหนี้ทั้งสิ้น 225 รายที่ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตอยู่ในปัจจุบัน ผู้ออกตราสารหนี้ในกลุ่มนี้มีรายได้รวมกันแล้วคิดเป็นประมาณ 1 ล้านล้านบาทในปี 2567 ซึ่งในจำนวนนี้มีรายได้จากการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ คิดเป็นเพียงประมาณ 5%-6% เท่านั้น
นอกจากนี้ ในกรณีที่รัฐบาลไทยยินยอมยกเลิกภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐอาจทำให้การแข่งขันรุนแรงยิ่งขึ้นสำหรับผู้ออกตราสารหนี้จำนวน 3 รายในภาคเกษตรกรรมซึ่งมีรายได้รวมกันอยู่ที่จำนวน 7.6 แสนล้านบาท โดยประมาณ 25% ของรายได้มาจากการจำหน่ายเนื้อหมูและเนื้อไก่ภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งมองว่าความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในภาพรวมจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีผลกระทบมากกว่า โดยอาจจะเกิดการชะลอตัวของการส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ประกอบกับความล่าช้าในการลงทุนของภาคเอกชนและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อยู่ในระดับต่ำซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลการดำเนินงานของผู้ออกตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับในระยะสั้นถึงระยะปานกลาง
"ครึ่งปีหลังทริสยังคงติดตามใกล้ชิดและมีโอกาสหั่นมุมลงอีก15%ของลูกค้าทั้งหมดที่มีอยู่กว่า 225 ราย โดยเฉพาะในส่วนของอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจไฟฟ้าขนาดเล็ก "
