LHFG มั่นใจสินเชื่อปี 68 เติบโต 7-8% โชว์ครึ่งปีแรกกำไร 1,121 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.8 %

Categories : Update News, Finance

Public : 24/07/2025

LHFG คงเป้าสินเชื่อปี 68 เติบโต 7-8% รุกขยายฐาน SME มีศักยภาพ และรายย่อย พร้อมคุม NPL ต่ำกว่า 3%   เชื่อนโยบายผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ลดดอกเบี้ย   ลดภาระลูกหนี้ เอ็นพีแอลลดลง  กระตุ้นการลงทุนมากขึ้น  

นายฉี ชิง-ฟู่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ในเครือ บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG เปิดเผยว่า ในปี 2568 ธนาคารยังคงเป้าสินเชื่อเติบโต 7-8% โดยครึ่งปีแรกสินเชื่อโต 3-4% ซึ่งสูงกว่าระบบธนาคารพาณิชย์ โดยหลักเป็นการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อรายย่อยที่โต 9.3 % สินเชื่อธุรกิจ 1.8%

นอกจากนี้ ตั้งเป้าหนี้เสียที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL Ratio) ของธนาคารในปี 68 จะควบคุมให้ไม่เกิน 3% จากครึ่งแรกอยู่ 2.2-2.5% และมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงในระดับสูงเชื่อว่ายังเพียงพอรองรับความผันผวนและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

นอกจากนี้ธนาคารได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายของ CTBC ไต้หวันซึ่งเป็นบริษัทแม่ ในการสนับสนุนให้สินเชื่อกลุ่มลูกค้าต่างประเทศผ่านสินเชื่อธุรกิจต่างประเทศ (Trade Finance) และ FX ขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าจากประเทศจีน

สำหรับกลยุทธ์ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ธนาคารยังคงเดินหน้าขยายสินเชื่อกลุ่ม SME ผ่าน Product Program ควบคู่กับการให้บริการ Corporate E-Banking/ Mobile Banking “LHB Biz Connect” ที่รองรับการชำระเงินและธุรกรรมการค้าต่างประเทศ (Trade Finance) ทั้งสกุลเงินบาทและสกุลเงินต่างประเทศ

สำหรับลูกค้ารายย่อย ธนาคารยังคงมุ่งเน้นให้บริการสินเชื่อบ้านและสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ ธนาคารเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี AI และแอปพลิเคชัน เพื่อยกระดับความเป็นเลิศในการให้บริการลูกค้าให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อีกทั้งธนาคารยังเร่งขยายบริการบริหารความมั่งคั่งผ่านโครงการ “Family Banking” โดยมอบสิทธิพิเศษสำหรับกลุ่มลูกค้า Wealth และพร้อมตอบสนองทุกความต้องการของคนรุ่นถัดไป

   

กรณีนายวิทัย รัตนากร ที่เข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่ ซึ่งมีนโยบายที่จะลดดอกเบี้ยลง ยอมรับว่า มีผลต่อทุกธนาคาร แต่ธนาคารจะหาผลิตภัณฑ์อื่นที่ตอบโจทย์เข้ามาชดเชย เพื่อไม่ให้กระทบต่อ NIM ของธนาคาร

ขณะนี้ NIM ลดลงมาที่ 2.04% จากระดับ 2.32% เนื่องจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งก็ส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินโดยรวม และคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 1-2 ครั้ง ดังนั้น ธนาคารจึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย และการบริหาร Cost of Fund เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว ขณะเดียวกัน การปรับลดอัตราดอกเบี้ยก็ส่งผลในทางที่จะสนับสนุนความต้องการลงทุน และบรรเทาภาระของผู้กู้ด้วย

ส่วนสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ที่รุนแรงขึ้น มองเป็นปัจจัยระยะสั้น ไม่น่าจะมีผลอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับผลการดำเนินครึ่งปีแรก ของปี 2568 กลุ่มธุรกิจทางการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์(LHFG) มี กำไรสุทธิ 1,121 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.8 % และมีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 361,287 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.3 %จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ผลการดำเนินงานของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ครึ่งแรกของปี 2568 มีกำไรสุทธิ 1,103 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.3 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สินเชื่อเติบโต 3.4 % จากสิ้นปี 2567 หลักๆ เป็นการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อรายย่อยร้อยละ 9.3 และสินเชื่อธุรกิจ 1.8 % และธนาคารได้ขยายสินเชื่อ SME ด้วยการออกแบบผลิตภัณฑ์สินเชื่อเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม (Product Program) ส่งผลให้สินเชื่อ SME เติบโตอย่างมีนัยสำคัญจากสิ้นปีก่อน

 

สำหรับกลยุทธของธนาคารระหว่างปี 2568-2572 โดยมุ่งเน้นเพิ่มความสามารถในการหารายได้ทั้งในส่วนของได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย และการบริหาร Cost of Fund ไปพร้อมๆกับการขยายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของธนาคาร รวมถึงร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อให้เกิดการ Cross sale เพิ่มขึ้น และการนำ Digital & AI มาใช้มากขึ้น โดยในเดือนสิงหาคมก็จะมีการเปิดตัวแพลตฟอร์มที่จะมาให้บริการกับกลุ่มธุรกิจรายใหญ่ด้วย และยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนลูกค้าในการเปลี่ยนผ่านทางด้าน Sustainable อีกด้วย

นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด หรือ LH Fund เปิดเผยว่า กลยุทธ์ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 บริษัทยังคงขับเคลื่อนกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อเสริมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยปรับบทบาทของทีมงานให้สามารถบริหารผลิตภัณฑ์การลงทุนทุกประเภทได้อย่างคล่องตัวและครอบคลุมยิ่งขึ้น และปรับแนวทางการเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM)

โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาวกับกลุ่มลูกค้า High Net Worth สถาบัน และองค์กร ด้วยการนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ลูกค้านอกเหนือจากการลงทุน สำหรับกลุ่มลูกค้ากองทุนส่วนบุคคล บริษัทได้พัฒนาโซลูชันการลงทุนและผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเร่งขยายธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยเจาะกลุ่มบริษัทที่ยังไม่มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

นายกานต์ อรรถธรรมสุนทร กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ (LH Securities) กล่าวว่า ปัจจุบัน Valuation หุ้นไทยหลายตัวถูกมาก Downside Risk (ความเสี่ยงด้านลบ) ลดลงต่ำกว่าช่วงก่อนหน้า แต่ในครึ่งปีหลังยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยกดดันทั้งภายในและภายนอกประเทศ เช่น ความกังวลเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองภาวะเศรษฐกิจ มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ มองเป้าดชนีปลายปีนี้ อยู่ที่ 1,280 จุด

สำหรับกลยุทธ์ของบริษัทยังคงมุ่งเน้นการเติบโตอย่างระมัดระวัง เน้นสร้าง Passive Income เช่น รายได้เงินปันผล รายได้ค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์และที่ปรึกษาทางการเงิน รวมทั้งเพิ่มและพัฒนาบริการและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น การให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ การพัฒนาระบบเทคโนโลยี เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า เพิ่มการมีส่วนร่วมของลูกค้าเดิมด้วยบริการที่สะดวกรวดเร็วและปลอดภัย พร้อมบริหารต้นทุนอย่างเหมาะสม

นายวรวุฒน์ โตเจริญธนาผล President และหัวหน้ากลุ่มงานการเงินและบัญชี LHFG เปิดเผยว่า ปี 2568 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 1.3 - 2.3% YoY โดยมีแรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐที่มีแนวโน้มขยายตัวดีตามการปรับเพิ่มกรอบงบประมาณรายจ่ายลงทุนประจำปีงบประมาณ 2568

อย่างไรก็ดี การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มลดลงตามภาคการผลิตที่อ่อนแอประกอบกับเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายประการ อาทิ หนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และความยืดเยื้อของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

สำหรับมาตรการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ หากสหรัฐเรียกเก็บภาษีจากไทยอัตรา 15-20% เชื่อว่าไทยยังมีความสามารถแข่งขันได้อยู่ ผู้ประกอบการจะปรับตัวได้ จะทำให้ GDP ไทยปีนี้โตมากกว่า 1 % ได้ แต่ถ้าสหรัฐเก็บภาษีนำเข้าจากไทย 36% GDP ไทยอาจลดลงต่ำเหลือ 1%