ไทยยูเนี่ยน ขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่าน Blue Finance ส่งเสริมฟาร์มเลี้ยงกุ้งคาร์บอนต่ำ ลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจก

Categories : Update News, Stock Market, ESG News

Public : 31/07/2025

ไทยยูเนี่ยน   เดินหน้าระดมทุนผ่าน Blue Bond และ Blue Loan เพื่อรีไฟแนนซ์หนี้ ลดต้นทุนการเงิน 0.10-0.15%  ลุ้นภาษีนำเข้าสหรัฐ 15-20% หวังอยู่ระดับใกล้เคียงคู่แข่ง  พร้อมนำทัพขับเคลื่อนความยั่งยืนในฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำ ผ่านกลไก Blue Finance ส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งแบบคาร์บอนต่ำ ลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจก

 นายยงยุทธ เสฏฐวิวรรธน์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการบริหารการเงินกลุ่มและศูนย์บริการร่วมทางการเงิน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU  เปิดเผยระหว่างงานเสวนา UN Global Compact NetworkThailand หรือ GCNT Expo 2025 ว่า TU ร่วมกับทั้งภาครัฐ เอกชน เกษตรกร และภาคการเงินเพื่อเดินหน้าขยายโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกระบวนการเลี้ยงกุ้ง (Shrimp Decarbonization Project)

ทั้งนี้ TU ยกระดับความร่วมมือ ทั้งด้านนวัตกรรม และการลงทุน เพื่อขยายความสำเร็จการนำ Blue Finance ซึ่งเป็นกลไกทางการเงินเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนของท้องทะเล มาใช้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในฟาร์มกุ้ง มุ่งสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2593

นายยงยุทธ  กล่าวว่า บริษัทเตรียมออก Blue Bond หรือ Blue Loan ภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า เพื่อใช้ในการรีไฟแนนซ์หนี้เดิม โดยมีเป้าหมายในการลดต้นทุนทางการเงิน ซึ่งปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของเงินกู้ระยะยาว 5 ปี อยู่ที่ 2.5% หากสามารถรีไฟแนนซ์ได้สำเร็จ คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินลงได้อีกประมาณ 0.10-0.15%

ขณะนี้บริษัทมีเงินกู้ระยะยาวอยู่ที่ 45,000 ล้านบาท และมีเป้าหมายในการจัดหาเงินทุนที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายความยั่งยืน ให้ได้ 75% ของเงินกู้ทั้งหมดภายในปี 2568 ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 78%

ในเดือนพ.ค.68 TU ได้รับ Blue Loan จากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และกำลังเตรียมออกตราสารหนี้หรือเงินกู้ในลักษณะเดียวกันอีกครั้งในครึ่งปีหลัง เพื่อลดดอกเบี้ยและเพิ่มสัดส่วนเงินทุนยั่งยืนให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้

บริษัทเตรียมประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/68 ในวันที่ 5 ส.ค.นี้ ควบคู่กับการเปิดเผยแผนครึ่งปีหลัง โดยประเมินว่า หากสหรัฐฯ กำหนดภาษีนำเข้าอยู่ที่ 15-20% ถือว่าใกล้เคียงคู่แข่งในอุตสาหกรรมและไม่กระทบมากนัก แต่หากเกินกว่านั้นจะต้องประเมินผลกระทบเพิ่มเติม

ในฐานะผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก มีเป้าหมายในการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมนี้ผ่านหลากหลายพันธกิจ หนึ่งในนั้นคือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทย

ทั้งนี้เชื่อว่า Blue Finance เป็นกลไกทางการเงินเพื่อสนับสนุนโครงการที่สร้างความยั่งยืนให้กับท้องทะเล จะเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยปลดล็อกทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการนำองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีมาใช้สร้างความยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม และส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจสีน้ำเงินหรือ Blue Economy

โครงการนำร่องฟาร์มกุ้งคาร์บอนต่ำของไทยยูเนี่ยนเริ่มเผยให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยกุ้งจากโครงการมีวางจำหน่ายแล้วผ่านผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ภายใต้แบรนด์ Chicken of the Sea ภายใต้ความร่วมมือกับ The Nature Conservancy (TNC), Ahold Delhaize USA และ Whole Foods Market โครงการนี้ช่วยให้ฟาร์มกุ้งที่เข้าร่วมสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านแนวปฏิบัติที่ทำได้จริงและอ้างอิงอยู่บนหลักวิทยาศาสตร์ เช่น การใช้พลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิต พร้อมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ กุ้งจากโครงการสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่ฟาร์มจนถึงการจัดส่ง ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่ากุ้งที่ตนบริโภคนั้นมาจากแหล่งผลิตที่ยั่งยืน

“เราไม่ได้พูดถึงแค่การเปลี่ยนแปลง แต่เรากำลังสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้การเปลี่ยนแปลงสู่ความยั่งยืนนี้เกิดขึ้นได้จริง นี่คือโอกาสที่ประเทศไทยจะก้าวไปเป็นผู้นำ แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร สถาบันการเงิน หน่วยงานกำกับดูแล หรือแม้แต่นักวิจัย เพื่อให้เราสามารถต่อยอดความสำเร็จของโครงการนี้ และขยายผลไปสู่ฟาร์มกุ้งอีกนับร้อยนับพันแห่ง และเป็นต้นแบบที่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกสามารถนำไปปรับใช้ได้” นายยงยุทธ กล่าว

 

น.ส.ฝนทิพย์ ยุทธเสรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน (ที่ปรึกษา) ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) กล่าวว่า Blue Finance มีศักยภาพที่จะพลิกโฉมแนวปฏิบัติสำหรับอุตสาหกรรมที่พึ่งพิงทรัพยากรทางทะเล การจัดสรรเงินทุนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสังคม และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล จะช่วยให้เกษตรกรสามารถพัฒนาแนวทางการดำเนินงานในแบบที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งเกษตรกร ธุรกิจสังคม สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพได้ดียิ่งขึ้น

น.ส.มนทกานติ ท้ามติ้น ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง กล่าวว่า ประเทศไทยมีเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันการเงิน โดยโครงการที่สอดรับกับนโยบายระดับชาติ เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตในฟาร์มเกษตร

นายพลชาติ เหลืองนฤมิตชัย เจ้าของฟาร์มกุ้ง อนันต์ฟาร์ม ในฐานะตัวแทนเกษตรกร กล่าวว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการ การเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี หรือแหล่งเงินทุนที่จำเป็นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีความซับซ้อนและท้าทายเป็นอย่างมาก แต่หลังจากที่ได้เข้าร่วมโครงการเมื่อปีที่ผ่านมา ผมได้รับความรู้และประสบการณ์มากมาย รวมทั้งมีความเข้าใจในการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาประยุกต์ใช้ได้ดีขึ้น

การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ช่วยลดต้นทุนค่าพลังงานลงอย่างมาก ขณะที่การใช้อาหารกุ้งที่มีคุณภาพและผลิตแบบยั่งยืน ทำให้เราใช้อาหารในปริมาณที่น้อยลง และสามารถรักษาคุณภาพน้ำในบ่อได้ดีขึ้น ทั้งหมดนี้ช่วยเปิดโอกาสให้กุ้งของเราขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ ที่มุ่งเน้นความสำคัญเรื่องความยั่งยืน ผมจึงมีความหวังว่าเราจะสามารถทำฟาร์มกุ้งที่ดีต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและครอบครัวของเราได้

แม้เส้นทางสู่ Net Zero จะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ไทยยูเนี่ยนในฐานะผู้นำอุตสาหกรรม ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า การผนึกกำลังจากภาคส่วนต่างๆ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนด้านนวัตกรรมทางการเงิน และแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมนั้น สามารถช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง